harbin

harbin

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทำไมต้องฮาร์บิน....# 1....เมื่อฝันสลายกลายเป็นความสนุกที่ปักกิ่ง





นี่เป็นการเริ่มต้นการเขียนบันทึกประสบการณ์การท่องเที่ยวลงบล็อกอย่างเป็นทางการ หลังจากที่พยายามทำมาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ทริปปักกิ่ง-ฮาร์บิ้นเป็นทริปล่าสุดที่เพิ่งจะไปมาเมื่อปลายเดือนมกราคม 2553 ที่ผ่านมา เราจึงรีบนำมาลงเพราะเกรงว่าจะลืมซะก่อน



ทำไมต้องฺฮาร์บิ้น.....ไม่รู้จะตั้งชื่อบล็อกว่าอะไรดี จึงหยิบเอาคำถามของตนเองเมื่อปลายปี 2553 ที่เริ่มคิดว่าจะต้องมาฮาร์บิ้น เราเคยได้ดูภาพถ่ายเมืองฮาร์บิ้นตามนิตยสารท่องเที่ยวเพียงไม่กี่เล่ม อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนมีคนไทยเพียงไม่กี่คนที่ไปเที่ยวฮาร์บิ้น คนส่วนใหญ่จะรู้จักฮาร์บิ้นจากกิตติศัพท์ความหนาวเย็นจนติดลบ และผลพลอยได้จากอากาศที่หนาวเย็น คือ งานเทศกาลน้ำแข็ง ที่มีการประกวดแกะสลักน้ำแข็งและหิมะ ระดับโลก และเมื่อ2-3 ปีที่ผ่านมา ปีค.ศ 2008 จีนได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิค ทำให้การท่องเที่ยวจีนต้องโปรโมตกันอย่างยิ่งใหญ่ ผู้คนจากทุกสารทิศทั่วโลกต่างอยากมาสัมผัสฮาร์บิ้นกันทั้งนั้น แต่เราอยากไปฮาร์บิ้นหลังจากที่ได้อ่านหนังสือของนิ้วกลมเรื่อง นั่งรถไฟไปตู้เย็น.....มันเป็นยังไงหว่า ไอ้ตู้เย็นที่ว่า ก็เราหยิบหนังสือมาจากโซนท่องเที่ยวนี่ แอบอ่านหน่อยซิ....หลังจากได้อ่านเพียงหลังปกก็ติดใจ ตัดสินใจซื้อมาอ่าน ในเล่มเค้าได้เล่าเรื่องท่องเที่ยวที่แฝงไปด้วยแง่คิดที่มันโดนใจ อืม...ใช่ๆ....เหรอๆ เป็นแบบนี้เอง.....จนมีความคิดอยากไปสัมผัสด้วยตัวเอง จนเริ่มหาข้อมูลและเก็บเงิน เก็บเงิน เอาล่ะเราพร้อมแล้วคงได้เวลาแล้วล่ะเดี๋ยวแก่ไปคงต้องไปกับทัวร์แน่เลย ซึ่งตัวเองไม่ชอบการเที่ยวกับทัวร์เพราะเป็นคนไม่ชอบเที่ยวแบบมีคนคอยกำกับเวลา ชอบความอิสระ เป็นส่วนตัว และความท้าทายที่ได้หลงทาง แต่การเดินทางครั้งนี้โชคดีที่มีเพื่อนร่วมทางทั้งหมด 5 คน เราได้แบ่งหน้าที่กันก่อนออกเดินทาง เรื่องตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม แลกเงินหยวน รวบรวมคู่มือเที่ยว และไปคิดมาว่าอยากไปใหนกับ้าง แล้วเราก็เอามารวมกันเป็นแผนหลักและแผนสำรอง ส่วนข้อมูลของเมืองฮาร์บิ้นก็รู้กันแบบงูๆปลาๆ แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย เราก็ควรศึกษาไว้บ้างจะได้เข้าใจธรรมชาติของคนท้องถิ่งและบ้านเมืองของเค้า และก็ไม่ใช่ว่าต้องศึกาแบบรู้ซึ้งถึงขั้นจะไปสอบประวัติศาสตร์ชาติจีนเลยทีเดียว ก็เลยต้องพกไกด์บุ๊คไว้กันคนละเล่ม คนละสำนักพิมพ์ แต่อย่าหวังไปขอข้อมูลการท่องเที่ยวจีนที่สนามบินนะ ขอบอกว่ามีน้อยมาก เอาล่ะจากที่ไปศึกษามาเราก็รู้ว่า เมืองฮาร์บิ้นเป็นเมืองหลวงของมณฑลเฮ่ยหลงเจียง และมลฑลนี้ก็อยู่ทงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน หรือถ้าดูแผนที่เราจะเห็นว่ามลฑลนี้อยู่บนหงอนไก่ (เสียเลย คนจีนเค้าบอกว่าเป็นหงส์) เพราะฉะนั้นเมือง



ฮาร์บิ้นก็เลยถูกเปรียบเทียบว่าเป็นสร้อยไข่มุกบนคอไก่ ไม่ใช่สิต้อง หงส์ และมลฑลเฮ่ยหลงเจียงนี้มีชายแดนที่ติดกับชายแดนรัสเชีย เมื่อครั้งที่รัสเซียมีอำนาจนั้นได้รุกล้ำเข้ามาทำมาหารับประทานที่นี่ เนื่องจากมีทำเลที่ดี จนกระทั่งรัสเชียแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 รัสเซียแพ้สงครามจึงได้อพยพกลับไป แต่ก็มีอเมริกา ฝรั่งเศสและเยอรมันเข้ามาพัฒนาให้ฮาร์บิ้นเป็นเมืองอุตสาหกรรม เนื่องจากที่บอกไว้ว่าทำเลดีมีแม่น้ำซงฮัวพาดผ่าน และอีกไม่กี่ปีต่อมาเกิดความวุ่นวายด้านการเมืองของรัสเซียทำให้มีชาวรัสเซียอพยพกลับเข้ามาอีกครั้ง เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยท่เราจะเห็นสถาปัตยกรรมที่นี่เป็นแบบรัสเซีย หรือที่มีฉายาว่า ลิตเติ้ลมอสโคว และอีกหนึ่งที่น่าสนใจก็คือสภาพอากาศที่หนาวเย็นจนติดลบ บางปีอาจ-38 องศา -40 องศาเลยทีเดียว และมีฤดูหนาวที่ยาวนานถึง 6 เดือน ในหนังสือนั่งรถไปในตู้เย็นได้บรรยายให้เรารับรู้ถึงความรู้สึกของคนท้องถิ่น และนี่แหละที่บอกว่าทำไมต้องฮาร์บิ้น....เราอยากไปรับรู้ด้วยตัวเอง และอยากรู้ว่าความรู้สึกจากที่อ่านในหนังสือกับที่ตนไปพบเจอนั้นใช่หรือไม่













แผนที่รูปไก่ จะเห็นว่าฮาร์บิ้นเป็นไข่มุกอยู่บนคอไก่จริงๆ (คอหงส์)







รูปเรียกน้ำย่อย









งานเทศกาลน้ำแข็งประจำป 2010







ความอลังการที่คุณควรหาโอกาสไปสักครั้ง (บอกตัวเอง)










หลังจากที่ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นบ้างแล้วเราก้มาเลือกเส้นทางกัน จะไปฮาร์บิ้น พวกเราเลืกที่จะไปต่อรถไฟที่ปักกิ่ง เพราะฉะนั้นก็เลยต้องวางแผนเที่ยวปักกิ่งด้วย ส่วนการจองตั๋วเครื่องบินแนะนำว่าให้จองล่วงหน้านานหน่อยจะได้ราคาที่ถูกถ้าใกล้วันเดินทาง อย่างหนึ่งอาทิตย์ราคาตั๋วก็แพงขึ้นเยอะเลย พวกเราจองล่วงหน้าแต่สองอาทิตย์ก็เลยตกลงเลือกสายการบิบ แอร์ไชน่า เที่ยวบินห้าทุ่มครึ่ง ถึงปักกิ่ง ประมาณตีห้าได้ราคาเกือบสองหมื่นบาท รวมค่าภาษีสนามบินแล้ว จากนั้นเราก็จัดการเรื่องวีซ่าเข้าจีน เนื่องจากยังต้องทำงานหาเงินเที่ยวอยู่เราก็เลย ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขอวีซ่าแล้วก็ส่งตัวแทนไปทำวีซ่าและรับ เอกสารที่จะต้องเตรียมก็มี พาสปอร์ตที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน และมีหน่าว่างมากกว่า 3 หน้า รูปถ่าย 1 นิ้ว 1 ใบ พร้องเงินสดสำหรับยื่นแบบธรรมดาคือใช้เวลา 3-4 วัน ก็ 1,000 บาท จากนั้นเรากับเพื่อนจิ๊บ คนนี้ไม่ได้ไปด้วยเนื่องจากลาหยุดงานนานไม่ได้ แต่ขอมีส่วนร่วมช่วยเหลือเพื่อนทุกทริป (หวังว่าทริปหน้าคงได้ไปด้วยกันนะจิ๊บ) เรานั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีพระรามเก้า ออกทางออกตึกฟอร์จูน พอหันหน้าเข้าตึกให้เลี้วขวาเดินไปเรื่อยๆจนถึงซอยที่มีวินมอเตอร์ไซด์ ให้เลี้ยวเข้าไปเลย สถานฑูตจีนเค้าคงเช่าตึกนี้ไว้สำหรับติดต่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ที่จริงแล้วสถานทูตก็อยุ้ติดกันนั่นแหละ ใครไปไม่ถูกก็โทรไปได้



ที่อยู่ 57 ถ.รัชดาภิเษก เขตดินแดง กทม.10310 tel. 02-2457043-4 Fax. 02-2457032









เมื่อยื่นวีซ่าแล้วเราก็ถือโอกาสไปแลกเงินหยวนที่ซุปเปอร์ริช ประตูน้ำซะเลย ถ้าใครไม่เคยไปก็ให้เริ่มต้นจากบิ๊กซีตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์ ให้เดินขึ้นมาทางประตูน้ำประมาณร้อยเมตรก่อนข้ามสะพาน จะมีซอยเล็กๆ แล้วให้สังเกตป้ายร้าน สีส้ม เขียว ตรงเข้าไปเลย พกบัตรประชาชนไปด้วยนะอย่าลืม เมื่อได้เงินหยวนแล้วใครไม่กลัวหายก็ไปซื้ออุปกรณ์กันหนาวที่แพลตินัมกันต่อ โดยเสื้อกันหนาว แนะนำว่าขนเป็ดอุ่นจริงๆแตระวังถ้าเสื้อเปียกล้วพอแห้งคุณจะบินได้ทันที ก็ไอ้ขนเป็ดที่ว่ามันจะพองตัวดันตัวเองออกมาเป็นปีกให้คุณนั่นเองไม่งั้นก็ต้องมานั่งเก็บขนเป็ดออกจากตัวกันว่าเล่นแต่ราคาก็จะแพงตามไปด้วย และควรมีเสื้อไหมพรมแขนยาวจะเอาคอเต่าไม่เต่าก็ได้ อาจจะใสเสื้อแขนยาวทับลองจอนห์หลายๆชั้นก็อุ่นดี ลองจอนห์แบบติดลบถ้าต่อก็จะได้ราคาประมาณ 800 บาท แบบบาง สำหรับ 1-10 องศาก็ 250 บาท หาหมวกที่คลุมถึงหูไปด้วยมีประโยชน์มากๆ
เนื่องจากไปแบบเบ็คแพคเกอร์ ต้องสำรวจข้างของเครื่องใช้ให้พร้อมกันหน่อย



1. พาสปอร์ต วีซ่า ตั๋วเครื่องบิน (เป็น e-ticket printมาให้เรียบร้อยก่อนเช็คอิน) เอกสารยืนยันการจองโรงแรม รูปถ่าย 1 นิ้ว สำนเนาเอกสารสำคัญ เช่น พาสปอร์ต วีซ่า บัตรปชช. มากกว่าหนึ่งชุด แยกเก็บตามกระเป๋าต่างๆ ฝากเพื่อนไว้ด้วยก็ดี เผื่อกระเป๋าหาย เวลาไปแจ้งความและติดต่อสถานทูตทำได้ง่ายขึ้น จากประสบการณืไปเที่ยวหลวงพระบางมีพี่ทำหายทำให้การติดต่อราชการต่างๆเป็นไปด้วยความลำบาก



2. แลกเงินทั้งหยวนและดอลล่าไปเผื่อด้วย แต่ส่วนใหญ่ถ้าจ่ายด้วยหยวนจะถูกกว่า แต่ก็ไม่ควรเหลือกลับมาเพราะแลกเป็นเงินบาทแล้วขาดทุนเยอะ



3. ยาประจำตัว และยาสามัญประจำบ้านจำพวกลดไข้ ลดน้ำมูก แก้ไอ



4. ของใช้ประจำตัวที่เป็นของเหลวกรุณาโหลดให้หมด ที่บอกว่านำขึ้นเครื่องได้คนละ 10ชิ้น ชิ้นละไม่เกิน 100 cc. ที่ไทยอาจไม่มีปัญหา แต่ที่จีนเค้าเข้มงวดมาก โดยเฉพาะสบู่เหลว แชมพู โฟมล้างหน้า ถึงแม้จะเป็นชิ้นเล็กๆที่ไทยผ่าน แต่จีนไม่ให้นะ เค้าจะเน้นพวกเกิดฟอง ก็ควรพกที่สำคัญๆก็พอนะ



5. ชุดกันหนาวทั้งหลาย เสื้อโค้ท เสื้อแขนยาว เสื้อไหมพรม ลองจอนห์ ผ้าพันคอเอาแบบไม่มีขนนะจ๊ะ เน้นผ้าอุ่นๆผืนยาวและกว้างหน่อย เวลาหนาวมากๆก็พันปิดจมูกเลย ที่บอกไม่เอาขนเพราะเดี๋ยวจะระคายจมูก หมวกไหมพรม ผ้าปิดจมูก ถุงเท้าแบบสั้นและยาว ถุงมือกันหนาวแบบติดลบ ถุงมือหนังบางๆใส่ด้านในก่อนแล้วตามด้วยถุงมือหนา จะพกถุงมือยางแบบตรวจร่างกายไปด้วก้ได้เอาแบบใหนก็ได้ที่ไม่ให้ลมเข้า เพราะจะไม่สามารถชักมือออกจากกระเป๋าได้เลย รองเท้าแบบหนาหน่อยกันลม ไปซื้อที่จีนก็ได้ ถ้าเป็นหนังแบบมีขนหุ้มข้อก็ 450-800บาทตามแบบ ถ้าเป็นผ้ากันลมหุ้มข้อก็ 250-300 บาท ซื้อที่ไทยตกคู่ละพันกว่า



6. คู่มือท่องเทียวพร้อมดิคชันนารี่จีน ประโยคสนทนาในชีวิตประจำวัน แผนที่ถ้าโทรศัพท์โหลดรูปลงได้ให้เชฟรูปโรงแรม สถานที่ที่จะไป ประโยคสั่งอาหารจีน ลงไปด้วย มีประโยชน์มากสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเราๆที่ไม่รู้ภาษา
7. กล้องถ่ายรูปและแบเตอรี่สำรอง แบตจะหมดเร็วมากเพราะอากาศหนาวให้นำออกมาเก็ไว้ในกระเป๋าทำให้อุ่ก็ใช้ต่อได้ เมมโมรี่กล้องเตรียมไปให้พอ
8. สะพานไฟพกพา หัวปลั๊กแปลงไฟสำหรับใช้ที่จีน
9. ขนม ลูกอม ช็อคโกแลต









จัดกระเป๋าพร้อมแล้ว ก็โทรนัดรวมพลที่สนามบินสุวรรณภูมิกันได้เลย ไม่น่าเชื่อว่าจะยัดของทั้งหมดลงเป้ใบนี้ได้ น้ำหนักก็ 12 กิโล เองกระเป๋ากล้องอีก 2-3 กิโล แต่กลับมาได้อย่างปลอดภัย น้ำหนักเพิ่มเล็กน้อย







หลังจาก check in ที่เคาน์เตอร์ air china ก้เข้าสู่พิธีการ x-ray ด้วยเรื่อง CTX อันเลื่องชื่อ ก่อนขึ้นเครื่อง ตรงนี้แหละ ร้องกันใหญ่เลย (เครื่อง scan ) มีพี่เค้าให้พี่อี๊ด (สมาชิกมีพี่หมวย พี่ตี๋ พี่อี๊ด นิ และข้าพเจ้า...ดวง) ยืมถุงทเก็บความร้อน เพื่อเก็บไว้ในเสื้อให้อุ่น แต่ข้างในมันมีเจลอยู่กว่าจะรู้กันก็ร้องหลายรอบเลย
ระหว่างรอขึ้นเครื่องก็จะมีกรุ๊ปทัวร์ทั้งคนไทยจะไปจีน คนจีนจะกลับบ้าน มันส์มากเลย โดยเฉพาะตอนที่อยู่บนเครื่อง โอ้! แม่เจ้า นึกว่าอยู่สภากาแฟเยาวราช เสียงดังมาก แอร์โฮตเทสก็บริการแย่ ใช้มือตบ เคาะๆ พนักพิงเมื่อต้องการให้เราปรับหรือปลุกให้ตื่น (ไม่รู้จะปลุกทำไม จะกินไม่กินก็เรื่องของชั้น อันนี้พี่อี๊ดคงบ่น)กว่าจะได้เจอคนดีก็นานแสนนาน ยังดีที่มีแอร์โฮตเทสใจดีหลงเหลืออยู่หนึ่งคน สงสัยคนอื่นได้ไปอยู่ first
class แต่คนนี้ดีหน่อยพูดจาดีบริการก็ดี เค้าคอยเดินมาดูพวกเราอยู่เรื่อยๆ หลังจากกินข้าวที่ไม่อร่อยเสร็จก็กำลังจะงีบ อยู่ทัวร์อาม่า อากง ก็ลุกขึ้นมาออกกำลังกายกระโดดไปมาบนทางเดิน โอ้....เวรกรรมจริงๆนี่มันตีสองแล้ว แต่ไม่ทันไรเครื่องบินก็ตกหลุมอากาศอย่างมากมาย ทำให้ทุกคนต้องกลับเข้าสู่ที่นั่งโดยอัตโนมัติ เรากำลังมองอยู่ว่าจะมีใครลุกขึ้นอีกมั้ย คราวนี้หลับจนกระทั่งตีสีครึ่งพวกเราถูกปลุกโดยน้องคนสวยแต่....น่าสงสารพี่อี๊ดถูกเคาะตลอด ตั๋วเครื่องบินแพงตอนเช้าถ้าอยากได้น้ำดื่มก็ต้องขอเอานะ ไม่มีเสริฟอีกแล้ว รอบแรกจบเลย แล้วเพื่อนคนสวยใจก็นำใบตรวจคนเข้าเมืองมาให้กรอก ฝรั่งบางคนยังไม่ได้เลย ไม่เข้าใจสายการบินนี้จริงๆ ตามหลักแล้วเค้าก็ต้องแจก ไปมาก็แค่ประเทศเดียวอ่ะนะแต่บริการดีกว่านี้ ก็การบินไทยรักคุณเท่าฟ้าไง ไม่เป็นไร พักยกอีกหกวันเจอกัน 27 มกราคมนะ ขากลับน่ะ ไม่นานนักกัปตันก้ประกาศตามระเบียบ ระดับความสูง สภาพอากาศ อีกกี่นาทีจะ landing อุณหภูมิท้องถิ่นปักกิ่ง-5 องศา พอเครื่องลงจอดผู้โดยสารก็ทยอยออกมาตามทางเดินพอถึงงวงช้างที่เชื่อมอาคารโดยสาร terminal 3 ที่สร้างใหม่ใช้บินระหว่างประเทศ ...... วิ่งกันเถอะ คือว่ายังไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาวเลย เข้าไปหลบทำใจและเตรียมตัวในห้องน้ำกันประมาณสิบนาทีก็ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง มีเครื่อง scan อุณหภูมิร่างกายดูดีกว่าบ้านเราเล็กน้อยแต่แปลกตรงที่เจ้าหน้าที่ไปใหนกันหมด มีแต่ ต.ม.ที่คอยตรวจวีซ่า แล้วถ้าเครื่อง scan อุณหภูมิมันจับได้ว่าเราเป็น2009 ล่ะทำไง มีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วย 2009 อยู่ด้วย อิอิ








ดวงรัตน์โรคจิตค่ะ ไปใหนต้องถ่ายรุปส้วมมาทุกที นี่เป็นชักโครกในห้องน้ำสนามบินปักกิ่งขาเข้า มีกระดารองนั้งใช้แล้วทิ้ง ที่เกาหลีใต้ เป็นแบบพาสติกเปลี่ยนเองอัตโนมัติ ไม่รู้ว่ามันจะหมุนเวียนกลับมารึเปล่า......



แต่ที่สถานี่ท่องเที่ยวสำคัญๆจองจีนก้มีนะแบบเปลี่ยนเอง ทีแรกไม่รุ้ว่าชักโครกมีเซ็นเซอร์ก็มองหาปุ่มกดใหญ่เลย พอลุกขึ้นประมาณ 2-3 วินาทีน้ำก็จะไหลเอง ใครใส่กางเกงหลายชั้นก็เดินหน้าขึ้นมานิด เพราะคุณเซ็นเซอร์มันจะทำงานทุก 2-3 วินาที ถ้าคุณยังยืนอยู่หน้ามัน





เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า เชื่อมระหวางอาคารผู้โดยสารต่างๆ สะดวกดี ก็สนามบินมันใหญ่มากไปหน่อยครั้นจะให้เราเดินไปก็ไม่ไหว




แต่งตัวกันเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นกางเกงที่ใส่ชั้นเดียว ยืนรอรถไฟฟ้าไปรับกระเป๋าค่ะ







ซ้ายมือบนเป็นที่รอรับกระเป๋า ขวามือบน อาคารทางออกของผู้โดยสาร terminal 3 ที่เราออกไปขึ้นแอร์พอร์ตบัสไปสถานีรถไฟ ด้านล่าง พระอาทิตย์แรกในปักกิ่งของเรา




มาแล้วแอร์พอร์ตบัสสาย 3 beijing station เค้าให้เราโหลดกระเป๋าเข้าใต้รถเอง ไม่มีบริการยกเหมือนบ้านเรานะคะ ไม่อยากมาช่วยยกก็ต้องรอเรานานหน่อย ค่าโดยสาร 16 หยวน ตลอดสาย ระหว่างทางจากสนามบินเข้าเมือง เรายังพบซากหิมะอยู่ตามขอบถนนที่หนาเตอะ และไม่ได้ขาวสะอาดเหมือนเช่นแรกตก อยากเห็นหิมะตกจังเลย โรคจิตมั้ย แบบว่าชอบมาก ไม่รู้สึกว่าหนาวเลย แต่รู้สึกว่ามันสวยงาม ชื่นใจ เราออกมากันเช้าขนาดนี้ คนจีนเค้าก้เริ่มออกมาทำงานกันแล้วรถก็เริ่มติด แต่บรรยากาศยามเช้าสวยงามมากมีหมอกควันจากปล่องควันไฟตามบ้านเรือนคิดว่าอาจเป็นโรงแรม ร้านอาหาร เพราะคนปักกิ่งอยู่อพาร์ทเมนต์กันเสียส่วนใหญ่ กว่าจะไปถึงสถานีรถไฟก็ใช้เวลาประมาณ ชัวโมงครึ่ง มาถึงก็ 9 โมงแล้ว รถจะจอดด้านป้ายก่อนถึงสถานีประมาณร้อยเมตร ให้เดินตรงขึ้นไปจะเห็นที่จอดรถให้เดินเลยไปอีกจะเห็นสะพานลอยที่ใหญ่และมีบันไดเลื่อน ด้านล่างเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน พวกเรายืนจ้องอยู่ตั้งนาน คนพวกนี้เค้าทำอะไร ต่อแถวยาว แล้วก้ต้อง scan กระเป๋า เสร็จแล้วก้มุดเข้าเต็นท์ผ้าใบสีขาว ขอเดินเข้าไปดูใกล้ๆซิ....แล้วก็ได้คำตอบ เค้าต่อแถวลงไปใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ด้วยอากาศที่หนาวจนถึง -5 องศา เค้าเลยตั้งเต๊นท์ซะเลยเพื่อป้องกันความหนาวที่บอกได้เลยว่าแทรกซึมเข้าถึงกระดูก แต่พอเราหันหน้าไปดูสถานีรถไฟ ใหญ่โต สวยงาม แต่คนพวกนั้นเค้ายืนทำไรกันต่อแถวยาวอีกแล้ว พอเข้าไปดูก็รู้ว่าเค้ามาต่อแถวซื้อตั๋วรถไฟ คนจีนนิยมเดินทางโดยรถไฟเนื่องจากราคาถูก และบางเมืองการเดินทางด้วยรถไม่ค่อยสะดวกเพราะมีภูเขา อีกทั้งไกลด้วยค่ารถอาจจะแพงหน่อย อีกทั้งรถไฟจีนถือว่าคุณภาพดี ภายในก็ดูดี รวดเร็ว แต่ราคาก็แพงตามชั้นโดยสารอ่ะนะ




มาถึงแล้ว สถานีรถไฟปักกิ่ง beijing station ของเรา พรุ่งนี้แล้วสินะเราจะได้นั่งรถไฟไปฮาร์บิ้นกัน.....พวกเราต่างคิดกันแบบนี้ตั้งแต่ก่อนเดินทางโดยไม่รู้ว่าการที่จะได้ตั๋วรถไฟมามันยากเย็นแสนสาหัสเลยที่เดียว เมื่อเห็นคนต่อคิวเยอะขนาดนี้ พี่หมวยกะพี่ตี๋สองพี่น้องก็อาสาไปต่อแถวซื้อตั๋ว เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองป้ายไฟดิจิตอลที่วิ่งอยู่ด้านบนช่องขายตั๋วเราก็จะเห็นแต่ภาษาจีน แต่อีกเดี๋ยวคงมีภาษาอังกฤษวิ่งสลับมาน่ะ พวกเรายืนดูต่อ....ไม่มี...ไม่มีเลย ขอบอก จะมีก็แต่ตัวภาษาอังกฤษที่เป็นชื่อขบวนรถที่จะไปยังเมืองใหญ่ๆเท่านั้น โอ้! แม่เจ้า พี่หมวยเลยเอากระดาษขึ้นมาเขียนขบวนรถที่เราดูมาก่อนแล้ว ยื่นให้คนขายตั๋ว เค้าทำไม้ทำมือบอกไม่มี พี่หมวยก็วิ่งออกมาบอก เอ้า....เปลี่ยนแถวใหม่ พวกเราแบ่งกันเดินดูช่องขายตั๋วต่างๆที่มีมากกว่า 20 ช่อง ไม่มีเลย เราจึงเปลี่ยนมายืนจองเสาใกล้ๆช่องขายตั๋วด้วยอากาศที่หนาวเย็นคนจีนที่มายืนรอซื้อตั๋วจะสูบบุหรี่กัน พ่นควันกันเข้าไปชั้นจะกลายเป็นหมูรมควันอยู่แล้ว คงด้วยประชากรจีนที่มากเกินทำให้ไม่สามารถเอาช่องขายตั๋วเข้าไปอยู่ภายในอาคารได้เค้าเลยแยกโซนขายอยู่ด้านนอก ด้านในชั้นหนึ่งก็จะมีพวกร้านขายอาหาร บริการต่างๆ ส่วนชั้นสองก็เป็นทางลงไปรอขึ้นรถไฟ เราไปสำรวจถึงชั้นสองเท่านั้น เพราะไม่มีตั๋วเค้าไม่ให้ผ่านเข้าด้านใน แต่การรักษาความปลอดภัยที่จีนดีมาก มีเครื่อง CTX คอย scan กระเป๋าสำภาระไม่ว่าคุณจะมาหรูหรา สะพายเป้ หรือแบกถุงกระสอบ แม้กระทั่งตะกร้าใส่ของไปขายของคนจีนก็ต้องมุดไอ้เจ้าเครื่องนี้ทั้งนั้น ไม่ต้องให้รปภ.หรือตำรวจมายืนเปิดกระเป๋า แค่นั่งมองจอมอนิเตอร์ก็รู้แล้วว่าคุณขนอะไรมาบ้าง มากันต่อที่เรื่องความพยายามหาต๋วรถไฟกันต่อ ตามสถานที่ต่างๆเช่นสถานีรถ จะมีอาสาสมัครคล้องสายสะพายสีแดงยืนรอให้ความช่วยเหลือ ขอบอกว่าเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นะ เหมือนรัฐบาลเค้าจัดไว้สำหรับช่วยเหลือคนบ้านเค้านะเพราะมีเยอะปัญหาก็จะเยอะตามมา พวกเราไม่รู้ได้ไปขอความช่วยเหลือมาแล้วล่ะ แต่น้องเค้าก็น่ารักนะตอนแรกน้องก็พูดจีนชี้นิ้วคล้ายกับบอกให้เราเดินไปทางโน้นแต่พวกเราก็ขอบคุณแล้วก็ไปตั้งหลักที่เสากันต่อระหว่างที่พี่หมวยต่อแถวอยู่ น้องคนนั้นก้เดินเข้ามาพูดอะไรก็ไม่รู้เราก็เลยตามไป ปรากฎว่าน้องเค้าพาไปหาตำรวจ ทีแรกก็งงพอเค้าพูดคุยกันเสร็จคุณตำรวจก็หันมาพูดภาษาอังกฤษกับเรา ภาษาอังกฤษเค้าดีที่เดียว (แต่ของเรานี่เรียกว่าเด็กอนุบาลเลย มีเพียงความกล้าที่ไปเที่ยวต่างแดนอย่างเดียวที่ยังดี) หลังจากที่เค้ารูความต้องการไปฮาร์บิ้นของเราเค้าก็บอกว่ามันคงยากมากในช่วงนี้เพราะคนปักกิ่งเองก็นิยมไปเที่ยวที่นั่นเหมือนกัน พี่เค้าก็พาเราแหวกฝูงชนเข้าไปถามคนขายตั๋วช่องเดียวกับที่พี่หมวยยืนอยู่เราเลยให้พี่ตี่ที่ภาษาอังกฤษดีที่สุดในกลุ่มสือสารต่อ แต่ก็ไม่มีตั๋วให้เรา พี่ตำรวจก็พาเดินไปซื้ออีกที่หนึ่ง ซึ่งเค้าก็อธิบายนะ ว่ารถไฟจีนก็วิ่งตามเส้นทางเหมือนบ้านเราคือมีเหนือใต้ออกตก เค้าลองพาไปดูอีกช่องขายตั๋วแต่ก็กินแห้วกัน พี่ตำรวจเค้าได้แนะนำว่าให้จองทางอินเตอร์เนตมาก่อนเพราะช่วงนี้ที่ฮาร์บิ้นมีงานเทศกาลน้ำแข็ง คนจีนทั่วประเทศก็ไปเที่ยวเช่นกันถึงแม้เราจะมาจองกันวันพฤหัสก็ตามตอนนี้ตั๋วถูกจองเต็มจนถึงวันจันทร์หน้า ก็เราจะกลับกันพุธหน้าอยู่แล้วคงไม่ทัน เราเคยเช็คในอินเตอร์เนตแล้วแต่จองไม่ได้ พี่ตำรวจบอกว่าต้องจองล่วงหน้าไม่เกิน3-4 วัน ใครจะจองก็ลองดูให่ก็ได้นะ หรือจะจองผ่านเอเจนซี่ก็ได้แต่เค้าบวกค่านำส่งโรงแรมให้เราด้วย ลองเข้าไปดูที่ http://www.travelchinaguide.com/ จะมีข้อมูลท่องเที่ยวจีน และมีบริการของเอเจนซี่ต่างๆ และตอนนี้ก็สามารถจองตั๋วรถไฟได้แล้ว

ในเมื่อผิดหวังเราก้ต้องทำใจมองหาแผนต่อไป ระหว่านั้นได้ลองถามแทกซี่แถวนั้นว่าจะไปที่อยู่โรงแรม far youth hotel. เราก็ยื่นข้อความบอกทางไปโรงแรมเป็นภาษาจีนที่saveลงมือถือให้ดู คิดค่าแทกซี่ 250 หยวน แพงมากถึงแม้เป็นรถแวนก็เถอะไปโบกมิเตอร์ดีกว่า แต่ที่ปักกิ่งรถส่วนใหญ่จะจอดตรงป้ายโบกมั่วไม่ได้ ถ้าโบกได้แสดงว่าคนขับเจ๋งดูแล้วปลอดภัยถึงกล้าจอดรับ เราข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้ามสถานีเพื่อหารถ ถ้าไม่ได้จะไปsubway ราคา2หยวน แต่หิวข้าวกันแล้วจากที่ยืนเข้าแถวนานเกือบ 2 ชั่งโมง ก็เลยมองหาร้านขายข้าวดีกว่า





รูปสถานีรถไฟปักกิ่งถ่ายจากฝั่งตรงข้าม.....โอกาสหน้าเราจะต้องกลับมานั่งรถไฟให้ได้






แล้วเราก็เลือกร้านนี้เพื่อหลบหนาวและกินข้าว อาหารเช้ามื้อแรกมาเป็นถังเลย การสื่อสารที่เป็นปัญหา แต่ก้ไม่เป้นปัญหาในเรื่องการกิน ก้ใช้วิธีชี้รูปที่ติดตามร้านเอานะสิคะ พี่หมวยเด้ดสุดก็เมนูที่อยากกินหลบมุมไม่สามารถชี้บอกพนักงานที่เคาน์เตอร์ได้ ก็เลยต้องถ่ายรูปแล้วเดินเอาไปให้ดู และแล้วทักคนก็ได้กินข้าวกันแล้วก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าอาหารจีนจะมันมาก ก็ต้องหลีกเลี่ยงโดยการสั่งเมนูน้ำแกงมาสลับ







น่าตาดูน่ากิน เมนูเกี๊ยวต้ม เหอะเหอะ....อย่าได้ลองเชียว รสชาดก็มีอร่อยและไม่อร่อยปะปนกันไป แต่ที่เยี่ยมก็กาแฟร้อน ชาร้อนนี่แหละใช่เลย ดูจากที่พี่อี๊ดยกซดก็รู้แล้ว
หลังจากแวะพักหลบหนาวกันเกือบชั่งโมงเราก็นั่งรถไฟใต้ดินจาก biejing station ไป qianmen จากนั้นก็เดินเทหาโรงแรมกันต่อ ขอบอกว่าจองมาจาก http://www.agoda.co.th/ ซึ่งดูจากคอมเมนต์และรูปภาพพร้อมข้อความบรรยายและเปรียบเทียบกับหลายๆเวปไซด์ ก็ดูดีเหมือนกับเราได้อยู่แบบจีนโบราณ ย่านถนนเก่าแก่ ก็อยากได้บรรยากาศจีนๆก็เลยจอง แถมอยูใกล้ย่าน qianmen da jie, lui li chang ซึ่งเป็นถนนช้อปิ้งโบราณ ก็ใกล้จริงแต่เดินจากสถานีรถไฟไกลพอสมควร คนที่แบกกระเป๋าก็หนักหน่อย ที่พักภายนอกดูโทรมใช้ได้ ภายในดูดูหน่อย แต่สำหรับเราไม่โดนใจอย่างแรง เพราะคาดหวังไว้สูง แนะนำพักใน qianmen da jie ดีกว่า หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้วก็เอนกายกันสักพัก ลืมบอกว่าที่ปักกิ่งเค้าจะเก็บค่ามัดจำกุญแจห้องละ 100 หยวนเป็นราคามาตรฐาน แล้วพี่หมวยกับพี่ตี๋ก็ลงไปใช้อินเตอร์เนตจองตั๋วเครื่องบินซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพราะพวกเราจะต้องไปฮาร์บิ้นให้ได้ แต่การจองยากมากส่วนใหญ่ชาวต่างชาติอย่างเรามักมีปัญหาการจอง นั่งจองกันอยู่นานแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเรืองของเบอร์โทรศัพท์ที่ให้เรากรอกนี่แหละ เบอร์มือถือก็ไม่ได้หาว่าเป็นชาวต่างชาติ ต้องใช่เบอร์ที่จีน ใช้เบอร์โรงแรมก็ไม่ได้อีก สรุปไม่ได้ก็เลยให้เอเจนซี่บริษัททัวร์ภายในโรงแรมจองให้ สรุปก็ได้มาในครอบครองแต่ถ้าจ่ายหยวนจะถูกกว่าดอลล่า ราคาตั๋วก็ประมาณ 8,000 บาทไป-กลับ ถ้าเป็นรถไฟ ไป-กลับก็ประมาณ5,000บาทสำหรับ soft sleeper ครานี้ก็ไปช้อปปิ้งอุปกรณ์กันหนาวกันได้แล้วเรา เริ่มจากการสำรวจถนน Lui li chang เป็นย่ายร้านค้าโบราณ เมื่อก่อนแถวนี้คงเจริญน่าดู มีโรงเตี๊ยม โรงหนัง ใครที่ชอบแบบจีนโบราณที่ดูในทีวี คล้ายๆเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้แต่เป็นจีนเอามากๆคงชอบ ซอยนี้เราสามารถเดินทะลุไปเฉียนเหมินได้ บรรยากาศยามเย็นผู้คนเริ่มบางตาลงมีนักท่องเที่ยวประปราย ส่วนมากแถวนี้จะมีร้านเหล้าเยอะ จะมีผู้ชายวัยกลางคนมายืนเรียกคนเข้าร้าน แปลกที่ให้ผู้ชายเรียกแขกเข้าร้านเหล้า ที่ไทยเราให้ผู้หญิง บ้านเราน่าจะเปลี่ยนมาให้ผู้ชายเรียกแขกบ้างเนอะจะได้ยุติธรรม ที่นี่เค้าจ้างตำรวจเฝ้าร้านผลัดกันอยู่เวรยาม เป็นตำรวจจริงๆ ในโรงแรมเค้าติดบอร์ดเลยว่าวันนี้คุณจะได้รับความคุ้มครองจากใคร ด้วยที่เริ่มจะเย็นมากแล้วเราไม่มีเวลาแวะชิมขนมตามทางเดินสักเท่าไหร่ ระหว่างทางที่เดินในเฉียนเหมินเราก็จะเจอป้ายลดราคาเสื้อผ้าชุดกันหนาว ของที่ระลึกต่างๆมากมาหลายร้าน อันที่จริงพวกเราจะมุ่งหน้าไปตลาดรัสเซีย silk street market หรือที่คนจีนเรียกว่า" ซิ่วสุ่ยเจีย" แต่ด้วยถนนเฉียนเหมินมีร้านสวยๆ ตึกเก่าที่ตกแต่งให่และของขายเยอะมากพวกเราจึงแวะช้อปปิ้งแถวนี้ก่อน Qianmen da jie เดิมทีเป็นถนนรถวิ่งแต่ปัจจุบันเค้าได้เปลี่ยนให้เป็นถนนคนเดินที่เลียนแบบสมัยปลายราชวงศ์ชิงโดยใช้แนวคิดที่ว่าเชื่อมโยงสมัยโบราณเข้ากับปัจจุบัน เราก็ไปติดกับร้านขายเสื้อผ้าเข้าให้โดยสะดุดตากับป้ายลดราคาของกางเกงลองจอนห์ 30 หยวน เรากับพี่อี๊ดรีบวิ่งเข้าไปดู ผ้าหนากว่าที่ซื้อมาจากเมืองไทย พี่อี๊ดเลือกสีดำ แต่เราดันไปหยิบกางเกงลายผ้าหน้าด้านในนุ่ม ถ้าใครไม่กล้าใส่ลายๆคงไม่มองอ่ะนะ แต่เราคิดว่าใส่ด้านในไงไม่เป็นไร จากนั้นเด็กหน้าร้านก็จะนำกางเกงไปแลกคูปองมาให้เราไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์ เราจ่ายแบงค์ร้อยหยวนคนละใบแต่แม่ค้าทอนมาให้ 70 หยวน เราก็พยายามอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่าตัวละ30 ก็ต้องทอมมาอีกสิ แม่ค้าก็เสียงดังด้วยภาษาจีน เราก็ใสภาษาอังกฤษ มันส์ละสิที่นี้เสียงดังลั่นร้านเลย ทะเลาะกันคนละภาษา จนมีนักศึกษาเข้ามาให้ความช่วยเหลือเป็นล่ามให้ สรุปว่ากางเกงตัวที่เราเลือกที่บอกว่าลายๆ ข้างในหนานุ่นั่นน่ะตัวละ 100 หยวน เราเลยบอกน้องเค้าให้ช่วยบอกคนขายว่าเด็กหน้าร้านวางของรวมกับ 30 หยวน เราก็ถามแล้วว่า 30หยวนจริงเหรอ เค้ายังยืนยันว่าใช่ น้องเค้าก็บอกคนขายให้ จากนั้นอาเจ้ก็เสียงเบาลง นิ กับ พี่หมวยก็ตามมาสมทบ หลังจากที่ได้ยินเสียงดังออกไปถึงหน้าร้าน เราก้เลยต้องซื้อมาในราคานี้ ก่อนออกจากร้านขอเข้าไปคุยกับเด็กที่ยืนเฝ้ากางเกงหน่อยซิ เราเข้าไปบอกด้วยสีหน้าที่โกรธมาก น้องเค้าก็แค่ยิ้มเจื่อนๆเอง ไม่เป็นไรกางเกงมันดีอ่ะนะ ปลอบใจตัวเอง จะคืนก็เดี๋ยวเสียฟอร์ม




กางเกงตัวที่ว่ามันอยู่ในนี้แหละ.....สรุปตัวละ 500 บาท




รูปนร้ถ่ายในห้องโรงแรม Farest youth hotel จะเห้นว่าด้านหลังเป็นย่านบ้านเรือนเก่าแก่ หูท่งตามหลังคายังมีหิมะค้าอยู่เล็กน้อย ในห้องมีห้องน้ำในตัว ทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องปรับอากาศแบบ central air กาต้มน้ำ มีชาจัสมินให้ด้วย แต่ไม่แนะนำนะ อย่ามาเลยไม่ประทับใจจริงๆ






ถนนหูท่ง ได้บรรยากาศแบบจีนโบราณ



เดินออกจากหูท่ง ออกไป Lui li chang





Lui li chang ยามเย็น






นี่คือตำรวจเฝ้าภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรม และผับบาร์ คงรับ passtime เหมือนเฝ้าธนาคารหรือร้านทองประมาณนั้น





รถจักรยาน สังเกตบริเวณแฮนด์จับ มีปลอกหุ้มกันความหนาวด้วย เป็นขนสัตว์เชียวนะ







นี่ก็เป็นถนน Lui li chang ถ้าเดินตรงไปอีกจะเป็นเฉียนเหมิน





ถึงแล้วเฉีนเหมิน นี่เป็นร้านติ่มซำมีลงในไกด์บุคด้วยนะ แถวนี้เค้าแข่งกันที่ของตกแต่งหน้าร้านเพื่อดึงดูดคนให้เข้าร้าน




ถนนเฉียนเหมิน....สวยใช่มั้ยล่ะ








ชอบถังขยะมากเลย สวย ไม่บอกไม่รู้ว่าเป็นถังขยะ ส่วนด้านหลังซ้ายมือร้านที่มีผ้าแดงที่ป้ายร้านแรกนั้นคือร้านชา ขอบอกว่าเป็นชาที่อร่อย มีผลิตผลจากชาไม่ว่าจะเป็นขนม ลูกอม มีพนักงานชงชาให้ชิมด้วยอยากชิมแบบใหนบอกน้องเค้าได้เลย มีเก้าอี้นั่งวงล้อมพูดคุยกันจำลองประเพณีชงชาของเค้า









ถังขยะอีกแบบ ด้านบนเป็นที่ทิ้งบุหรี่




ร้านเป็ดปักกิ่งชื่อดัง เดี๋ยวแวะมากินคืนสุดท้ายก่อนกลับละกัน







ตกเย็นที่นี่เค้าจะเปิดไฟสวยงามมาก ตรงกลางถนนเป็นทางรถรางวิ่งจากต้นซอยไปท้ายซอย






หยิบกล้องออกมาถ่ายรูปท่ามกลางอากาศหนาว -3 องศาก็เลยมีไอที่เราหายใจออกมาเกาะเลนส์ พอถ่ายรูปออกมาก็เลยได้ผลงานชิ้นนี้ เป็นร้าน star buck ค่ะ






นีเป็นอีกมุมของ star buck ที่เห็นไกลๆก็หอยิงธนู เปิดไฟสวยเชียว


เราเดินตรงไปทางหอยิงธนู จะเห็นว่าอยู่ตรงข้ามกับถนนเฉียนเหมิน เดินผ่านหอยิงธนูไปลงรถไฟใต้ดินเพื่อไปสถานี Yong An Li ขอบอกว่าคนเยอะมากยิ่งกว่าปลากระป๋องอีกแบบวามีเสียงเตือนให้ประตูปิดก็ยังจะเข้ามาอีกที่สำคัญอัดกันแน่มากแล้วนะคือต้องจับชายเสื้อกัน หรือไม่ก็ไม่ต้องจับเลยก็ได้แถมยังถูกเบียดดันเราให้เข้าไปอยู่ซะด้านใน พวกเราต้องแยกกันเข้าคนละประตู พี่หมวย พี่ตี๋ พี่อี๊ดอยู่ด้านหลัง เรากับนิอยู่ด้านหน้า แต่พอเข้าไปเรากับนิก็ถูกคนจีนจับแยกซะงั้นเพื่อนเราถูกเบียดไปซะด้านในสุดพอถึงสถานี Yong An Li ก็ออกไม่ได้เพราะเบียดออกไม่ไหว เราก็เลยส่งสัญญาณบอกนิว่าจะลงสถานีหน้านะ พอถึงนะเราก็เบียดแบบไม่เกรงใจบ้างแล้ว ที่แย่ก็เค้าไม่มีหลบให้เราบ้างเลยผลลัพธ์ก็คือปะทะกันเสียใจด้วยที่เรามีหุ่นอันแข็งแรง เลยไม่เป็นไร แล้ก็ประตูนี่นะก็ปิดเร็วซะเหลือเกิน น่าจะสิบวินาทีมั้ง แต่พอช่วงไม่มีคนก็จอดนานซะเหลือเกิน แต่ ในที่สุดก็ออกมาได้ก็เลยตัดสินใจนั่งรถย้อนกลับไปสถานี Yong AnLi พอถึงก็เจอพวกพี่หมวยกำลังยืนดูแผนที่รถไฟกันอยู่ซึ่งกำลังรอดูอยู่ว่าพวกเราจะย้อนกลับมามั้ย หลังจากเหตุการณ์นี้พวกเราก็เลยตกลงกันว่าถ้าเจอแบบนี้ให้ไปรอกันนะจุดหมายที่จะลง ว่าแล้วก็คิดถึงโทรศัพท์เนอะ เอาล่ะหมดเรื่องแล้วก็ไปช้อปปิ้งตลาดรัสเซียกันต่อ ที่นี่เค้าแบ่งโซนขายของชัดเจน ชั้นที่ขายรองเท้าก็จะมีรองเท้าทั้งหมด ของก็เหมือนๆกัน ส่วนมากเป็นของก๊อป มีทั้งหมด 6 ชั้น อย่าเพิ่งซื้อร้านแรกที่เจอ ให้เดินถามราคาไปก่อนที่นี่เค้าบอกให่ต่อราคาเกินครึ่งที่แม่ค้าเรียกมา เราว่าโหดจังไม่กล้าหรอก แต่พอเจอเข้าจริง รองเท้าหนังกลับหุ้มข้อยาวด้านในบุด้วยหนังสัตว์แบบที่เคยเห็นในซีรี่ย์เกาหลีไง 500 หยวนพอคิดเป็นเงินไทย โห...แพงจัง ก็เลยต่อเหลือ150 แม่ค้าถามว่ามาจากเมืองไทยเหรอ....ทำไมเหรอ คนไทยน่ะจะจ่ายทีเราต้องได้ของที่ดีและราคาก็เหมาะสมด้วย ไม่ซื้อค่ะ เดินดูเรื่อยๆ รองเท้าที่นิซื้อนั้นเป็นหนังแท้ สวย แถมมีโชว์จุดไฟลนให้ดูด้วย แม่ค้าก็พูดเก่งซะเหลือเกิน มนุษย์สัมพันธ์ดี น่าอุดหนุน ส่วนเรานั้นมีเท้าที่เล็กซะเหลือเกินเล็กกว่าช้างนิดเดียว แทบจะหาไซส์ไม่ได้ กว่าจะได้ แต่ก็ได้มาในราคา 150 หยวน (พี่อี๊ดไปซื้อรองเท้าแบบผ้าร่มหุ้มข้อเดินบนน้ำแข็งที่ฮาร์บิ้นได้ราคา 50 หยวน คือถูกกว่าอีกนะ) ขอบอกว่ารองเท้าผ้าใบแบบที่ใส่กันอยู่ถึงแม้ว่ากันน้ำกันลมแต่พื้นบางบังเดินบนถนนลำบากเลย ความเย็นมันแทรกซึมเข้ามาได้จริงๆนะ ต้องแบบหนาๆหน่อย ใส่ถุงเท้าสองชั้นแบหนานะก็เอาอยู่แล้ว แต่ที่ฮาร์บิ้นไม่ได้นะ หลังจากที่เดินชมตลาดรัสเซียจนครบทุกชั้นแล้วก็ไปหาข้าเย็นกินกัน พวกเราเลือกร้านที่คล้ายๆแมคโดนัลบ้านเรา แต่เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบต่าง เพราะมีรูปให้ชี้ได้ อร่อยดีนะ ให้ความอบอุ่นด้วย เค้ามีแบบเป็นเซ็ต ก็ประมาณ 15-30 หยวนต่อเซ็ตแล้วแต่เลือก จากนั้นก็กลับโรงแรมนอนเอาแรงเพราะต้องไปลุยกำแพงเมืองจีนกันในวันร่งขึ้น

เช้านี้ พวกเรารองท้องด้วยมาม่าคัพที่เตรียมมาด้วย พร้องกาแฟ โอวัลตินซอง เพราะยังเช้าอยู่เมื่อเตรียมตัวเสร็จก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลง สถานี Jishuitan ออกจากสถานี Exit Aเลี้ยวซ้ายเดินตามทางเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จะมีรถเมล์สาย 919 จอดอยู่ตรงป้ายอย่าขึ้นเพราะเป็นคล้ายๆทัวร์แต่ไม่ไปด่านปาต๋าหลิงให้เดินไปจนเห็นประตูเมืองเต๋อ เซิง เหมิน ข้ามถนนไปจะเจอรถเมล์สีเขียวสาย 919 ด้านหน้าเขียน badaling ถามคนขายตั๋วก็ได้เดี๋ยวเค้าก็ชี้บอกเอง รถเมล์วิ่งประมาณสองชั่วโมงออกนอกเมืองไป วิวสวยมาก จะเห็นว่ามีซากหิมะอยู่หนาตา รถวิ่งลัดเลาะหุบเขาไปบ้าง ผ่านไร่นาบ้าง อย่าหลับก็แล้วกัน ไม่นานนักเราก็มาถึงกำแพงเมืองจีนกัน ตอนนี้ก็ประมาณสิบโมงเช้า แทบไม่มีคนเลยนอกจากนักท่องเที่ยวที่มาคันเดียวกับพวกเรา สงสัยจะเป็นเที่ยวแรก พูดเล่นคะ คืออากาศมันหนาวมากคนเลยมาเที่ยวน้อยต่างหาก

บรรยากาศภายในรถเมล์ไปกำแพงเมืองจีนด่านปาต้าหลิง ค่ารถเมล์คนละ 12 หยวน ตั้งแต่เวลา 5.30-18.30น. มีรถไฟความเร็วสูงไปเหมือนกันนะเค้าว่าเดินไกลหน่อย เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน


เหมือนเดิมค่ะ....พี่หมวยของเราจัดการซื้อตั๋วเข้าชมราคาคนละ 45 หยวน แต่เรามาเช้าไปรถรางขึนกำแพงยังไม่เปิด และสภาพอากาศที่เลยร้ายมีลมแรงทำให้กระเช้าไฟฟ้าไม่เปิด พวกเราต้องเดินขึ้นกำแพงเมืองจีนจนครบ 7-8 ป้อม ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วด่านนี้มีกี่ป้อมนะ ด้วยความพยามยามทั้งเดิน ทั้งคลาน ก็ด้วยบางช่วงต้องเดินขึ้นเนินลงเนินสูง แต่ดีที่มีราวให้เกาะ ลมแรงจริงด้วย หนาวจนเริ่มมีน้ำมูกกันแต่ที่แย่ถ้าไม่ใช้หน้ากากปิดหน้า....ก็น้ำมูกมันกลายเป็นน้ำแข็งนะสิคะ




ทุกคนก็เลยแปลงร่างกันเป็นแบบนี้






สองพี่น้องตะกูล ศ.







ที่มองเห็นไกลๆนั้นก็เป็นแนวกำแพงเมืองจีนทั้งหมด นี่ถ้ามาช่วงหิมะตกหนัก คงสวยกว่านี้








ผ่านมาสองป้อมเริ่มหอบจับแล้วละ พักเหนื่อยโดยการถ่ายรูป เริ่มมีคนเดินตามหลังมาแล้วล่ะ ส่วนใหญ่เส้นทางนี้จะมีแต่ฝรั่งที่ต้องการความท้าทาย แต่พวกเราไม่ใช่นะ เป็นเพราะหลงทางมาต่างหาก








อีกมุมที่สวย พานายแบบส่วนตัวไปด้วย






ทางเดินที่สูงชัน ขอพักเท้าซะหน่อย แต่ลูกชายอยากลองใส่รองเท้า

ระหว่างทางมีชาวจีน ถามตลอดเลยทำนองว่าอีกไกลมั้ย คิดเอาเองนะ แปลไม่ออก เราก็พยักหน้าไปงั้นแหละ ก็ไกลจริงๆ







เดิมาประมาณ 1 ชั่วโมง น้ำดื่มที่พกมาก็กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง น่าจะพกน้ำส้มเนอะคงอร่อย อุณหภูมิท่ามกลางแดดจัดๆแบบนี้-12ค่ะ ไม่น่าเชื่อใช่มั้ย





ป้อมที่ใครๆก็ต้องมาแอ็คท่ากับกำแพงนี้ เราก็เลยขอมั่ง ดูอาเจ้ด้านหลังดิ ขโมยซีนกันเห็นๆ








หนูน้อยชาวจีน มากับปะป๊าและน้องสาว น่ารักมากเลยเราทักทายด้วยหนีห่าว น้องเค้าหันมายิ้มให้แล้วก็เรียกเราเจเจ้ หลังถ่ายรูปเสร็จก็โบกมือบ๊ายบายกัน ครอบครัวนี้น่ารัก เราเดินลงไปจุดแวะพักเจอคุณแม่นั่งเตรียมของไว้รอสามีกับลูก







คุณพ่อพาคุณลูกเดินลง ทางนี้ลมพัดแรงมาก ถ้ามากระเช้าไฟฟ้าเค้าจะพามาทางนี้แหละ แล้วก็นเดินถึงป้อมเมื่อกี๊นี้ ลมแรงขนาดใหนนั้เหรอ ขอบอกว่า แรงขนาดเราต้านไม่อยู่เดินอยู่ดีๆก็เหมือนมีคนมาตบหัวงั้นแหละ ที่จริงลมพัดมาแรงมาก
ก่อนกลับลงไปพวกเราก็เริ่มหิวก็เลยซื้อไส้กรอกคล้ายกุนเชียงหมูปิ้ง กับไข่ต้มซีอิ๊วทั้งเปลือกก็อรอยดีนะ








ขากลับนั่งรถรางกลับ 30 หยวน สนุกมากเลยหวาดเสียวน่าดูเลย








รูปนี้ถ่ายที่ร้านหม้อไฟ พอดีขากลับพวกเราดูแผนที่แล้วว่าสามารถเดินไปย่านสือช่าไห่ที่มีหูท่งดังๆอยู่

มีหอกลองและหอระฆังให้เข้าชม แต่เราไปถึงก็ห้าโมงเย็ยแล้วเค้าปิดเรียบร้อยแล้ว ก็กะว่าจะไปนั่งร้านอาหารแถว Lotus Lane นั่งจิบกาแฟ star buck ที่เลื่องชือซะหน่อยแต่ด้วยความหิวไม่เข้าใครออกใครโดยเฉพาะกับพวกเราก็เลยมาลงที่ร้านนี้ เป็นร้านเล็กๆตกแต่งเรียบง่ายที่สะดุดก้หม้อไฟโบราณที่ตั้งโชว์นั่นแหละแต่ก็ไม่ผิดหวังเจ้าของร้านน่ารัก ภาษาอังกฤษดี บริการดี เสิร์ฟชาเก็กฮวยที่ดื่มแล้วติดใจขนาดพี่อี๊ดยังต้องหาซื้อกลับให้ได้ ส่วนนิษาเพื่อนเราที่กินน้อยถึงกลับไม่เป็นอันวางตะเกียบ เนื้อแกะอร่อยมาก








ชาเก็กฮวยกับสลัดมันฝรั่งทูน่า ไอ้เส้นฝอยๆสีขาวกะบสีชมพูก็คือหัวผักกาดกับบีทรูทไม่รู้ทำไงถึงได้หวานกรอบ ส่วนสลัดมันฝรั่งใส่ทูน่า ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากันได้ เราติดใจถึงกับว่าพอกลับมาเมืองไทยไปร้านใหนที่มีเมนูนี้เป็นอันต้องชิม แต่ไม่อร่อยเท่าที่นี่






นี่คือชุดหม้อไฟมองโกล ที่หม้อมีลักษณะมีท่อตรงกลางลงไปถึงฐานที่เราใส่ถ่านไว้ น้ำซุปจัดจ้าน มีกลิ่นสมุนไพรจีน ที่เด็ดก็พริกลูกกลมๆอ้วนๆทอดน้ำมันคงมีอย่างอื่นด้วย เห็นน้ำมันเยื้อมทีแรกคิดว่าคงเลี่ยนแน่เลย แต่พอเค้าตักราดลงหม้แล้ว สุดยอดหอมมาก แล้วก็น้ำจิ้มอีก ทีแรกเห็นคิดว่าคงเป็นเต้าเจี้ยวหรือไม่ก็เต้าหู้ยี้ สีเหลืองแล้วก็มีน้ำซอสดำอยู้ด้านล่างเราลองใช้ตะเกียบแตะมาดม.....เหม็นจัง.....พอชิม....เค็มว่ะ...จะกินได้มั้ยเนี่ย เด็กเสริฟเค้ามาบอกให้คนให้เข้ากันแล้วชิมใหม่....โอ้แม่เจ้า!!!! อร่อยมากไม่เหม็น ไม่เค็มแล้วล่ะ วิธีการกินก็คีบเนื้อสัตว์ต่างๆแล้วจุ่มลงในน้ำเดือด โดยเฉพาะเนื้อแกะสไลด์บางๆม้วนกลมแช่แข็งจนเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ไม่มีกลิ่นคาวเลย มื้อนี้ไม่แพง 5 คนก็ประมาณ 600 บาท เงินบาทนะคะ ระหว่างที่นั่งกินก็จะมีคนหยุดอ่านป้ายหน้าร้านแล้วก็จะมองผ่านกระจกเข้ามา ทีแรกก็ไม่รู้ว่าเค้าหยุดอ่านอะไร นิษากรขอเป็นตัวแทนออกไปดู ได้ความว่าเป็นป้ายแปะโต๊ะด้านหน้าเราแล้วกระจกก็ใสทำให้มองเห็นพวกเราที่กำลังจิ้มจุ่มอย่างอร่อย มีนักท่องเที่ยวมาเป็นกลุ่มเหมือนกำลังเลือกร้านอยู้เราก็เรียกให้เข้าร้านซะเลยอยากหยุดดูกันนัก

พอกลับมาเมืองไทยก็เลยเอารูปถ่ายที่ถ่านป้ายที่ว่ามาให้พี่ที่ทำงาน พี่เค้ากำลังเรียนภาษาจีนอยู่ ได้ความว่า เค้าประกาศรับสมัครเด็กเสริฟ.......ถ้ารู้เร็วกว่านี้จะขอสมัครงานซะเลย








นี่ก็อีกหนึ่งเมนูที่ใครเห็นรูปแล้วอาจจะบอกว่าเหมือนไส้เดือนเลย....แต่ที่จริงแล้วมันคืออุด้งผัดซอส เราชอบมากเลย เส้นอุด้งเหนียวนุ่มสดใหม่กับซ้อสหวานลงตัวอย่างบอกไม่ถูก สไตล์ญี่ปุ่นผสมกับอิตาลีก็ว่าได้







เมื่ออิ่มแล้วก็ไปกันต่อเราเดินตรงไปเรื่อยๆ แล้วก็แวะเข้าซอยหูท่งที่มีป้ายบอกทางไป lotus lane จะเห็นมีเสื้อผ้าดีไซด์แบบจีนโบราณ ของเด็กแนวเพราะแถวนี้ใกล้กับมหาวิทยาลัย จะมีเด็กมาเดินเยอะ มีร้านช็คโกแลตน่ารักๆด้วย ขายเป็นกรัม มีหลากหลาย ใครจะให้เค้าจัดเป็นชุดให้แฟนก็มี ถ้าใครชอบเสื้อผ้าสไตล์ปักลวดลายลงบนผ้าตัดเย็บแบบชนพื้นเมืองละก็คงถูกใจ หรือใครอยากได้แบบผ้าไหมก็มีให้เลือก แต่อย่างเรานักเดินทางแบบแบ็คแพ็ค ต้องประหยัดงบในการเดินทาง มาเพื่อเรียนรู้อะไรที่แปลกใหม่เพราะฉะนั้นใช้สายตาซื้อก็แล้วกัน แต่ถ้ามีเสื้อผ้าแบบชนเผ่านาซีก็ไม่แน่





เดินมาเกือบสุดซอยเห็นเค้ามุงดูอะไรก็ไม่รุ้พี่หมวยกะพี่ตี๋ก็เลยแวะไปดูได้ความมาว่าเค้ากำลังทำเป็ดปักกิ่งอยู่เราก็เลยแวะไปดูมั่ง แบบนี้นี่เองไฟลุกท่วมเลย เห็นแล้วน้ำลายไหล เอาไว้คืนสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทยก็แล้วกันนะคุณเป็ดแล้วเจอกัน....
พวกเราเดินมาสุดซอยก็เจอกับทางแยก ด้านขวาเงียบคล้ายบ้านที่อยู่อาศัยกับมีร้านอาหารเล็กๆ ส่วนซ้ายมือครึกครื้น โอ้ว...มีเสียงเพลงฮิปฮอปด้วย ไม่รอช้าเลี้ยวซ้ายเลยพี่ ปรากฏว่าเป็นย่านที่มีผับและบาร์เหล้าก็แถวนี้นักศึกษาอยู่กันเยอะมั้งคงคล้ายๆเชียงใหม่นั่นแหละ แต่พวกเราไม่ได้เข้าหรอกนะด้วยอากาศที่หนาวและก็เริ่มดึกแล้วที่จริงจะไปถ่ายรูปไปประตูเทียนอันเหมิน พวกเราเลยรีบเดินมาชมวิวแถว Lotus lane ที่ว่า พอมาถึงมันเงียบจัง ในไกด์บุคบอกว่าจะมีนักท่องเที่ยวมานั่งดื่มริมแม่น้ำเล็กๆแห่งนี้และมีร้านอาหารน่านั่งเยอะ มันก็มีนะร้านอาหารที่ว่าแต่คงไม่ใช่ท่ามกลางอากาศติดลบจนน้ำในคลองเป็นน้ำแข็งผู้คนเค้าก็คงเข้าไปดื่มในร้านกันหมด ก็มีแต่รถสามล้อถีบโบราณที่มาคอยตามพวกเราให้ไปใช้บริการนั่งรถชมรอบเมืองแถวนี้ แต่ขอโบกมือลา บอกแล้วว่าเวลาหมดจำต้องหมดเวลากับแถวนี้ต้องรีบถ่ายรูปกันก่อน แล้วอีกอย่างใครจะนั่งรถรับลมหนาวล่ะจ๊ะลำพังแค่เดินเฉยๆก็ไม่ไหวแล้ว







รูปปั้นตกแต่งร้านเป็ดปักกิ่งเมื่อสักครู่





ร้านอาหารริมคลอง ดูน้ำในคลองก่อนนะคะเป็นน้ำแข็งแล้ว เสียดายมากเลยถ้าได้มาถ่ายรูปช่วงเช้า หรือไม่ก็ก่อนพระอาทิตย์ตกดินคงสวยมากแบบว่ามีไอหมอกอะไรทำนองนั้น คราวหน้าจะมาให้ได้






รูปไม่ค่อยชัด ที่จริงแล้วชาวบ้านหัวใสมากเลย ทำรั้วกั้นทำบริเวณเล่นสะเก็ตน้ำแข็ง มีลากเลื่อนด้วยคงเก็บเงินด้วยเพราะเห็นมีประตูทางเข้าแล้วก้มีป้ายเขียนอะไรมีรู้






ประติมากรรมหน้าสถานีรถไฟใต้ดินที่เราจะไปกำแพงเมืองจีนไง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าพอเดินออกมาจากLotus Lane แล้วไม่มีรถกลับ แท็กซี่ก็ไม่รับเพราะมีกัน5 คน ส่วนรถราง ลืมบอกไปว่าเขตชุมชนเก่าแบบนี้เค้ามีรถรางไฟฟ้าแบบที่มีสายไฟลากบนหลังคารถ เหมือนที่ฮ่องกง แต่มีล้อวิ่งบนถนนไม่ได้วิ่งบนรางเหมือนลอนดอน แล้วก็มีรถเมล์ซึ่งเราเปิดดูในไกด์บุคไม่มีสายที่เราต้องไป คงเดินกันจนหลงทางแล้ว ก็เลยถามทางคนแถวนั้นแต่มีปัญหาด้านการสื่อสารก็ใช้เวลานานโชคดีที่เจอนักศึกษาสาวสองคนก็เลยถามเค้า น้องเค้าก็เลยแนะนำให้ไปขึ้นรถใต้ดินแล้วก็ชวนพวกเราไปด้วยกันเพราะเธอจะไปใช้บริการอยู่เหมือนกัน พวกเราก็เดินตามไปสักพัก อ้าว...ที่ทางเดิมที่เรามานี่ สรุปว่าเราต้องเดินย้อนกลับมาขึ้นรถใต้ดินเพื่อกลับเฉีนเหมินที่สถานี jishuitan ที่เดิม หลงมทางอีกแล้ว...แต่ไม่เป็นไรการเดินทางจะมีสีสันก็ต่อเมื่อเราหลงทาง อีกอย่างหลงทางแต่ได้อะไรดีๆกลับมาก็คุ้ม คนเริ่มน้อยลงแล้วไม่เหมือนช่วงหวค่ำที่แน่นซะเหลือเกิน คืนนี้คงต้องกินยาแก้ปวดกันหลายขนานเลยใหนจะเดินขึ้นกำแพงแบบครบ ทุกป้อมในด่านปาต้าหลิง แล้วต้องมาเดินหลงทางอีก





ในที่สุดก็กลับมาถึงเฉียนเหมินจนได้ ดูจากหอยิงธนูเป็นไฮไลท์ ช่างสวยงามจริงๆ กลับโรงแรมไปเก็บกระเป๋าเตรียมตัวไปผจญภัยกันต่อที่ฮาร์บิ้นได้แล้วเรา....รอก่อนนะฮาร์บิ้นแล้วเราจะไปหา
เดี๋ยวเจอกันตอนต่อไปนะคะ........


























































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น