วันนี้พวกเราต้องรับตื่นแต่เช้าเนื่องจากว่าจะต้องไปเช็คอินที่สนามบินปักกิ่งเพื่อเดินทางไปฮาร์บิ้นกันก่อน 7.30น. เชื่อมั้ยว่าการแพ็คกระเป๋ากลับลงไปนี่มันยากเสียยิ่งกระไร แต่ยังดีที่อุณหภูมิยังติดลบ3-4 องศาอยู่ทำให้เราต้องใส่ชุดกันหลายชั้น เช้านี้ก็ต้องเพิ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกเช่นเคย คงไม่ทันแน่ถ้าจะต้องออกไปหาอะไรกินก่อนไป ไว้หิ้วท้องไปกินบนเครื่องจะดีกว่า แต่นิษาเพื่อนเรานี่สิวันนี้อาการแย่เพราะไปทรมานร่างกายที่กำแพงเมืองจีน วอร์มอัพก่อนไปฮาร์บิ้นทำให้อาการหวัดนั้นดูแย่ลง จนต้องงัดยาออกมากินขนานใหญ่แต่เธอก็กินเพียงแค่โอวัลตินร้อนกะขนมแค่นั้นเอง ขอให้เพื่อนหายไวๆด้วยเถอะไม่งั้นต้องปิดหน้าปิดตาตลอดทริปแน่เลย ไม่เป็นไรใจนิเกินร้อยน่ะ สู้สู้...เรา check out ออกจากโรงแรมกันก็ประมาณหกโมงนิดๆวางแผนใช้บริการรถไฟใต้ดิน สาย2จากQainmen st.ไปลง Dongzhimen st. Airport extension ก็คือ airport link บ้านเรานั่นแหละแต่มี 2 สถานี คือ L1(airport line) dongzhimen กับ sanyuanqiao ทั้งสองสถานีมีจุดเชื่อมกันก็คือ dongzhimen เป็นจุดแรกที่จะจอดรับ ไปถึง สาย10 ที่สถานี sanyuanqiao ไปลง terminal 3 ก่อนถึงจะย้อนกลับมา terminal 2 ซึ่งเป็นการบินภายในประเทศ ค่าตั๋ว 25 หยวน ก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ระหวางทางที่เดินออกจากโรงแรมไปรถไฟฟ้า เราจะเจอเหล่าคุณป้าคุณอา อากง อาม่า มาเดินออกกำลังกาย บางคนพาน้องหมาออกมาด้วยคงพาออกมาอึแน่เลย แท่น่าแปลกใจก็คือที่พบเห็น คนจีนจะชอบเลี้ยงน้องหมาที่ตัวเล็กน่ารัก หรือเป็นเพราะไม่มีพื้นที่ในการเลี้ยง ขนาดผู้ชายแมนๆตัวโตยังจูงน้องหมาตัวเล็กขนปุกปุยมาออกกำลังกายเลย แล้วเจ้าน้องหมาพวกนี้มีอุปกรณ์กันหนาวครบชุด ก็เค้าตัวเล็กนิดเดียวอ่ะนะ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะตั้งหน้าตั้งตาแบกเป้ไปให้ถึงจุดหมาย แล้วการหยิบกล้องออกจากกระเป๋าก็ลำบากจริงๆ โทรศัพท์ที่พกไปเป็น snapก็แฮงค์เพราะเจออากาศหนาวมากไปหน่อยคงไม่ชิน...
แต่วันนี้รู้สึกว่าเริ่มปรับตัวได้แล้วไม่หนาวมากเหมือนวันแรก พอถึงsubway ก็ต้องเจอความลำบากในการจับเป้ที่หนักถึง 12 กิโลใส่ไปในเครื่อง CTX ต้องใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ดีนะที่เช้าขนาดนี้ชาวบ้านเขาออกมายังไม่มากถ้าเป็นช่วงสายคงต้องบ๊ายบาย นั่งมา 6 สถานีใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึง dongzhimen st. ชอบรถไฟฟ้าบ้านเค้าก็ตรงที่มีไฟกระพริบบอกว่าเรามาถึงที่ใหนแล้วแล้วก็ทีเสียงประกาศเป็นภาคภาษาอังกฤษที่ดังพอสมควร พี่หมวยจัดการซื้อตั๋วเรียบร้อย มีทั้งแบบหยอดตู้วิธีการก็คล้ายๆกับที่บ้านเรา เปลี่ยนภาษา กดเลือก line จากนั้นกดเลือกสถานี กดจำนวนตั๋วที่ต้องการแล้วเครื่องก็จะบอกว่าต้องใส่เงินไปเท่าไหร่ แต่ด้วยดวามรีบเราเลือกที่จะไปซื้อที่เคาท์เตอร์ พอได้ตั๋วเสร็จใช้วิธีการทาบบัตรโดยสาร แล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อน แล้วก็เดินต่อไปอีกค่ะ รอรถประมาณ 5 นาที ก็เข้าไปเลือกที่นั่งกันตามอัธยาศัยเพราะคนไม่เยอะ
จะเห็นได้ว่าดูทันสมัยมากมีจอ LCD ไว้โฆษณา airport line พร้อมวิธีการใช้ คั่นด้วยโฆษณาสินค้าน่ารักๆให้ดูเพลินที่นั่งก็สบาย ถ้าใครมีสำภาระมาเยอะก็มีที่วางให้ด้านท้ายของแต่ละตู้แต่ควรไปนั่งเฝ้าไว้ด้วยเพราะเดี๋ยวพอถึงสถานี sanyuanqiao คนจะเยอะขึ้น
จะนั่งหลับสักงีบก็ไม่เป็นไร แต่พอโผล่ขึ้นบนดินแล้วอย่าลืมตื่นมาดูวิวข้างทางนะ เราชอบมากที่ได้เห็นควันลอยออกจากปล่องไฟลอยแบบนุ่มนวล ช้าๆ ทำให้เรารู้สึกว่า คนเราก็ควรจะใช้ชีวิตแบบช้าๆไม่ต้องรีบร้อนดูบ้าง ค่อยๆเป็นค่อยๆไป อย่าเอาตัวเลขมาเป็นตัวชี้วัด
อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า รถไฟฟ้าจะไปที่ T3 ก่อน พวกเราก็เกือบลงแล้วนะ ดีนะที่รถจอดประมาณสามนาทียังพอมีเวลาคิดเล็กน้อย อีกทั้งคนก็ลงที่นี่ไม่มากนัก พอถึง T2 ก็เดินตามเครื่องหมายบอกทางไปเรื่อยๆ ค่ะ ทั้งขึ้นบันไดเลื่อน ลิฟต์ก็มี แต่แย่งกันหน่อยแต่ละคนกระเป๋าใบใหญ่ทั้งนั้น ตรงจุดนี้จะมีรถเข็นให้แล้วไม่ต้องแบกให้หนัก แต่เดินไกลหน่อยกว่าจะถึงอาคาร check in มีประชาสัมพัธ์ทำหน้าที่บอกทางเป็นระยะๆ ที่จีนดีก็ตรงนี้ค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่คอยบอกทางไม่มีหลงแน่นอน
ระหว่างรอเคาท์เตอร์เปิดก็ซื้อของตรียมสเบียงไว้ก่อน ด้านในก็มี duty free ละลายทรัพย์อีก
สายการบิน Hainan ที่เราเลือใช้บริการ(ด้วยสาเหตุหลายๆประการ) เป็นสายการบินแห่งชาติจีนที่บินภายในประเทศและประเทศลูกของจีน
เจ้านกตัวนี้แหละที่จะพาเราไปยังเมืองน้ำแข็ง จะได้เจอกันแล้วนะคุณที่รัก
ภายในห้องโดยสายคล้ายกับ air asia แต่ใหญ่กว่านิด ดูดีกว่าหน่อย
จากรถไฟมาเป็นเครื่องบิน จากความเนือบช้ามาเป็นความรวดเร็ว ความงดงามที่สัมผัสได้แตกต่างกันดดยสิ้นเชิง ความงดงามจากพื้นล่างที่ดื่มด่ำจากรถไฟ ใกล้กับความเป็นจริงในการดำเนินชีวิต แวะลงระหว่างทางก็แตะต้องได้ สัมผัสได้จริง แต่ความงดงามที่ดื่มด่ำจากมุมมองบนเครื่องบินช่างห่างไกลกับความเป็นจริง แตะต้องไม่ได้ ถ้าเลือกได้มุมมองแบบนี้ขอเก็บไว้ในความทรงจำ ในความเป็นจริงขอแบบช้าๆ ใช้เวลานานแต่ละสถานีล้วนมีความหมาย ผู้คนที่โคจรมาพบกันมีหลากหลายรูปแบบให้พบเจอให้ได้เรียนรู้ แต่การเดินทางในเวลาอันสั้นกับเจ้านกเหล็กก็ใช่จะแย่เสมอไป.....
มิตรภาพต่างวัย ต่างภาษา
เกิดขึ้นจากลูกอมเม็ดเล็กๆสัญชาติไทยแท้ยี่ห้อ ฮอลล์ ที่พี่อี๊ดพกติดตัว ทีแรกพี่แกนั่งนิ่งหน้าตาดุ แต่พอพี่แกลุกจากที่นั่งไปเข้าห้องน้ำ เรารีบบอกให้พี่อี๊ดถ่ายภาพมุมสูงให้โดยด่วน"พี่อี๊ด...เร็ว รีบถ่ายรูปก่อนที่ป้าแกจะกลับมา" พี่อี๊ดก็แชะได้สองสามรูปพี่แกก็กลับเข้าที่นั่ง ระหว่างรอพนักงานต้อนรับบนเครื่องเสริฟอาหาร พี่อี๊ดกหยิบลูกอมขึ้นมา แล้วก็ยื่นให้พี่แกไปหนึ่งเม็ด thai candy พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าบวมๆจากการนอนน้อยไปหน่อย จากนั้นการสนทนาก็เริ่มขึ้น ถึงแม้ว่าพี่เค้าจะพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ แต่พี่เค้าเขียนได้สวยมาก ภาษาไม่ใช่อุปสรรค์ เราหยิบดิคชันนารี่จีนเพื่อการเดินทางขึ้นมาเปิดแล้วใช้วิธีชี้คำคัพท์ให้แกอ่าน บรรกาศการเดินทางเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น และแล้วอาหารเช้าก็มา มีน้องพนักงานต้อนรับชายที่ไม่ใช่ชายมาบริการหน้าตาก็ดีแต่กวน...ซะมัด เราก็เลยกวนกลับบ้างเล็กน้อยพอให้มีน้ำจิ้ม แต่คุณพี่ที่นั่งติดกับพี่อี๊ดเริ่ดมาก ขอข้าวกล่องเพิ่มอีก เติมน้ำเติมกาแฟมากกว่าเราอีกอ่ะ พี่เค้าก็ไม่ลืมเราสองคนจะขอเพิ่มให้พวกเราบ้าง แต่ไม่ไหวแล้วกินขนมมาเยอะแล้ว เริ่มแน่น พี่เค้ามีตักแบ่งอาหารให้ด้วย แกะกิมจิให้ แทคแคร์กันตลอดการเดินทาง หลังกินข้าวอิ่มเรียบร้อยแล้วก็เริ่มซักประวัติ ได้ใจความว่าทำงานเป็นพยาบาลที่ปักกิ่ง จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านที่ฮาร์บิ้น พี่เค้าก็พยายามสื่อสารบอกถึงความสวยงามของฮาร์บิ้นด้วยการเปิดไกด์บุคชี้รูปภาพ สนุกสนานกันใหญ่ ก่อนถึงเราได้ให้พี่เค้าเขียนที่อยู่โรงแรมที่จะไปพักในคืนนี้ให้ โดยดูจากที่อยู่ภาษาอังกฤษเผื่อสื่อสารกับคนแถวนั้นไม่รู้เรื่อง หรือไว้ให้รถแทกซี่ดู ถ้าใครมีเพื่อนที่รู้ภาษาจีนให้เขียนใส่สมุดพกมาเลยนะมีประโยชน์มากๆ
ระดับความสูงที่เครื่องใกล้จะ landing นี่คือแผ่นดินเมืองฮาร์บิ้น ขาวได้ใจจริงๆ นี่ถ้าพวกเรามาช่วงที่หิมะตกหนักคงขาว สวย หมวยกว่านี้
นี่ขนาดหน้าสนามบินยังมีประติมากรรมน้ำแข็งโชว์ให้ดูเลย สวยๆ
ถ่ายจากหน้าต่างรถแอร์พอร์ทบัส อยากจะลงไปแต่ขอทำใจสักนิด
พอมีผูโดยสารขึ้นเกือบเต็ม ล้อรถก็เริ่มหมุน ระหว่างทางวิวช่างสวยงาม ไร่นา มีสีขาวปกคลุมเต็มไปหมดแต่แปลงจริงๆนะว่าสองฝั่งถนนความขาวไม่เท่ากัน....โลกของเราขาวไม่เท่ากัน.......
ภาพถ่ายจากหน้าต่างห้อง อาคารสีเหลืองด้านล่างนั้นก็คือ lungmen 5 ดาว เค้ามีป้ายการันตีแปะหน้าประตูโรงแรมด้วย ว่าเก่าแก่มากได้รับประกันการบริการดีเยี่ยม
ถนนฝั่งตรงข้ามที่เห็นโดมสไตล์รัสเซียนั้นคือโซนแรกที่พวกเราเดินหลงทางอยู่ตั้งนาน แต่ก็หาไม่เจอ
ตึกนี้คล้ายกับสำนักงานอะไรสักอย่างอยู้ด้านข้างโรงแรม แต่ไม่ได้แวะไปดู
หลังจากเอนกาย พักผ่อนเต็มที่แล้วพอดุนาฬิกาก้ปาไปบ่ายสามดมงแล้วพี่หมวยก็โทรมานัดเวลาเตรียมลุยฮาร์บิ้นกัน หลังจากได้สัมผัสอากาศแรกแล้วพวกเราก็รู้ถึงประโยช์อุปกรณ์กันหนาวที่เตรียมมา วันี้แหละกางเกงลองจอนห์ตัวละ 500 ชั้นพาแกไปทดสอบซะหน่อย ก่อนตะลุยความหนาวขอกินข้าก่อนได้มั้ย....ได้เลยทุกคนลงความเห็น แถวนั้นมีร้ายฟาสต์ฟูดจำพวก KFC, McDonal,food court ที่เด่นก็ Mr.Lee ดูเหมือนจะก๊อปผู้พันมา ขายไก่ทอด บวกกับมีเมนูเหมือนเชสเตอร์กิลเลย พวกเราขอกินข้าวดีกว่าก็เลยเดินหาร้านอาหารตามสั่งแบบบ้านเรา ร้านที่นี่เค้าจะมีคุณลุง คุณป้าส่งเสียงดังคอยยืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน แล้วแต่ละร้านก็คล้ายๆกัน แต่น่ากลัวนะอย่างกับมาเฟีย ขอไปกินอะไรที่เงียบๆดีกว่าก็ไปหยุดอยู่ที่ร้านเล็กๆ ร้านธรรมดามากเหมือนร้านข้าวแกงบ้านเราแต่เจ้าของร้านยิ้มแย้มน่ารัก ความมันส์อยู่ตรงที่การสั่งอาหาร เปิดคู่มือภาษาจีนแล้ว อย่างที่บอกมันอยากตรงสำเนียง ภาษาจีนนี่อยากจริงๆ มุขเดิมค่ะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ลองเอาเมนูภาษาจีนที่มีคำอ่าน คำแปล ไทยแล้วก็มีตัวภาษาจีนที่ capภาพมาจากน้องๆเวปบอร์ดต่างๆมาให้น้องหนูคนรับออเดอร์ เราก็ได้กับข้าวมา 4 อย่าง สั่งข้าวเปล่าไป 4 จาน ข้าวผัดจาน ปรากฎว่าพอเห็นจานข้าวตกใจแทบแย่ จานเบ้อเริ่ม ถ้าอย่างเรากินได้ 2 คน ส่วนกับข้าวก็ไม่น้อยหน้า จานใหญ่มาก กุ้ยช่ายผัดไข่อร่อยมาก โดยรวมรสชาดดี อร่อยจริงๆ ดีกว่าปักกิ่ง ลืมลงรูป ไว้ตอนท้ายจะลงให้ดู หมดไปประมาณ300 บาท พอออกมาจากร้านก็มืดแล้ว การโบกแทกซี่ยากมาก เพราะเรามากัน 5 คน ที่นี่เค้านั่งกันอย่างมาก 4 คน วิธีการไม่ยากค่ะ เปิดรูปในหนังสือให้ดูเลย แค่นั้นแหละ เจอเรียกค่าโดยสาร 60 หยวนต่อจนได้ 50 หยวน แต่ไม่ใช่ว่าโชคดีนะคะ มาซวยตรงที่พี่แกพยายามจะขายบัตรเข้างานนะสิ มีต่อโทรศัพท์ให้คุยกับลูกชายที่พูดภาษาอังกฤษได้ เค้าก็พยายามบอกนะว่าต้องใช้เวลาต่อคิวนาน คนมันเยอะ อะไรทำนองนั้น เราก็ปฎิเสธไป พี่แกพาไปจอดถึงหน้าบริษัททัวร์ที่ขายตั๋วเลย บอกไม่เอา ให้ต่อสายใหม่ก็เลยบอกไปว่าจะใช้บัตรนักศึกษาเป็นส่วนลดเรื่องถึงจบ พอรถข้ามแม่น้ำซงฮัวมาก็เริ่งมองเห็นแสงไฟของประติมากรรมน้ำแข็งแล้วโดยระหว่างที่นั่งรถชมเมืองเราจะได้ชื่นชมไฟที่เค้าประดับตามท้องถนน ต้นไม้ สวนหย่อม มีประติมากรรมน้ำแข็งให้เห็นเป็นระยะๆ
เป็นไงคะ อลังการณ์งานสร้างจริงๆ
คนเริ่มมากันเยอะแล้ว มีเป็นกรุ๊ปทัวร์ก็เยอะ เด็กนักเรียนมาเป็นขโยงเลย แต่ยังไม่เจอคนไทยเลย เค้าคงกลับกันแล้ว นี่ก็วันอาทิตย์แล้วอ่ะนะ
เหมือนเยลลี่เลย น่ากินมาก
ที่ทำให้ภาพสวยขึ้นก็ตรงที่มีหิมะปกคลุมน้ำแข็งอีกชั้นนี่แหละ
ธีม ญี่ปุ่น ใครรู้ว่าปราสาทนี้ชื่ออะไรบอกด้วย
มาอีกแล้ว คราวนี้เป็นไอติมหวานเย็น
แต่ระหว่างเดินชมขอเตือนว่าระวังจะเสียแต้มเข้าให้ ลื่นล้มได้ง่ายมากก็พื้นหิมะที่ถูกเหยียบย่ำจนแน่นก็ถูกอัดเป็นน้ำแข็งนะสิ ทุกคนเสียแต้มกันหมดแล้วแต่ว่าใครจะเสียมากเสียน้อย รองเท้าที่ซื้อมาจากปักกิ่งคนขายบอกว่าใช้ลุยหิมะได้แต่ไม่ได้บอกว่าเดินบนน้ำแข็งได้เพราะฉะนั้นไม่ผิด ใครจะซื้อควรเลืกแบบที่งัดปุ่มที่พื้นออกมาเกาะน้ำแข็งได้ อันนั้นน่ะของดีเลยไม่ลื่น
ระหว่างเดินชวความงามท่ามกลางความหนาวเย็นก็คาเฟ่ให้หลบหนาว ในนี้ก็จะขายเครื่องดื่มร้อนทั้งหลาย มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก ขนมปังอะไรทำนองนี้
มีจามรีให้ถ่ายรูปด้วย ราคา 20 หยวน แต่ขอแอบถ่ายดีกว่า คุณพี่เค้ามีโบกมือห้ามถ่ายด้วยนะ แต่แพง
ไฮไลท์นักดื่ม เค้าว่าเป็นเบียร์ที่รสชาดดีนุ่มคอ เดี๋ยวต้องขอลองหน่อย แต่ สองคนที่ขึ้นไปถ่ายรูปนั้นทำให้ใครหลายคนแถวนี้ร้อนไปตามๆกัน
ร้านของเนสกาแฟค่ะ
สีชมพูที่เห็นนั่นแหละ ที่เราคิดว่าเป็นวิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่ใครไปมอสโควจะต้องไปชม และที่นี่เค้าขึ้นไปชมวิมกัน ด้านหน้าที่เห็นก็คือร้านขาย ถังหูลู่ ซึ่งก็คือผลไม้ชุบน้ำตาล เห็นเค้าว่า ชุบน้ำเชื่อมแล้วก็นำไปวางนอกบ้านให้เป็นเกล็ดน้ำแข็ง ทีแรกไม่รู้ เคยเห็นในหนีงจีน และในสื่อท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยสีสันที่สวยงาม และใครก็ตามที่มาเที่ยวจีนเป็นอันต้องลองเขาว่าอย่างนั้นนะ พวกเราไม่รอช้ารีบเลือกกันใหญ่เลย ราคาก็ 6-10 หยวน ตามชนิดของผลไม้ ขำพี่อี๊ดกับพี่ตี๋ เลือกลูกที่ใหญสุด เราขอเบาๆน่ารักๆเป็นสตอเบอรี่ นิษาก็ขอเชอร์รี่ หรือบ๊วยลูกเล็กๆ พี่หมวยนั้นพวกเดียวกับเรา น้องคนขายก็จะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ตัดเป็นวงกลมแล้วใช้ไม้เสียบเป็นที่รองจับ ทีแรก ไม่ต้องหรอกน้องไม้แค่นี้พี่จับได้ ไม่หนาว ไม่เลอะ แต่พอรับจากมือน้องเค้า โอ้ แม่เจ้านี่มันตังเมหรือน้ำเชื่อมเนี่ยเยื้อม
เดินตามเสียงเพลงจังหวะ สเตปฮาร์บิ้นที่เค้าจะให้ทักท่องเที่ยวร่วมเต้นเป็นวงกลมโดยจับเอว หรือเกาะบ่าแล้วก็เต้าตามจังหวะ ประมาณว่า เอ้าซ้าย ซ้าย ขวา ขวา เดินหน้า ถอยหลัง จะมีดีเจเป็นคอยentertrain เสียดายมากเลย อดเกาะบ่าหนุ่มรัสเซียเลย พอเราเดินไปถึงเค้าก็เต้นกันรอบสุดท้ายแล้ว ฮือ ฮือ อยากเต้น นี่ก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว ไม่เป็นไร ยังเดินชมไม่ทั่วเลย ไปต่อดีกว่า
ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยายเลย แต่ค่านั่งแพงมาก 100 หยวน
ยังเสียดายอยู่เลยที่ไม่ได้ขึ้นไปชมวิวด้านบน แต่ถ้าขึ้นไปคงไม่ได้ดูสเตปฮาร์บิ้น ถึงแม้จะเป็นรอบสุดท้ายก็ตาม
คุณคิดว่าเหมือน วิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมั้ย เราไม่เคยไปหรอกนะดูในรูปแล้วเห็นสถาปัตยกรรมแบบนี้จะเออ ออ เอาเองว่าวิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
กำแพงสีม่วงก็คือเวที ที่ดีเจเปิดเพลงให้เต้นสเตปฮาร์บิ้น แต่ไม่เข้าใจทำไมต้องจัดไว้ใกล้กับวัดเบญฯ ของไทยเรา หรือว่าผู้จัดมาเที่ยวไทยสมัยที่ยังไม่ได้จัดระเบียบสังคม ห้ามเปิดผับ บาร์ สถานบันเทิง ใกล้วัดและโรงเรียน สงสัยจะไม่รู้จริงๆ
มาชมวัดเบญจมบพิตร สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงประเทศไทย ที่สร้างโดยทีมคนไทยจากเขตร้อน แต่ฝีมือการแกะสลักทำได้ไม่แพ้ประเทศเขตหนาวเลยสักนิด เสียดายที่ไม่ได้ไปดูงานประกวดแกะสลักน้ำแข็งที่เด็กไทยคว้ารางวัลมาครอง คนไทยมีดีทุกอย่างไม่น้อยหน้าชาติใดในโลก ขอบอกว่ามีคนเข้าชมเยอะมาก
ชิ้นนี้เป็นงานแกะสลักหิมะ อ่อนช้อยสวยงามอีกเช่นกัน ระหวางเดินชม ลมก็เริ่มแรงขึ้น อากาศก็เริ่มหนาว แต่เราตื่นเต้นที่เห็นลมพัดหิมะ เหมือนเราเดินท่ามกลางน้ำแข็งแห้งที่เค้าพ่นในคอนเสิร์ตเลย จนต้องหยิบโทรศัพท์มาถ่ายคลิปเก็บไว้
ส่วนนี่เป็นโรงละคร มีโชว์การแสดงแบบรัสเซียโดยชาวรัสเซียแท้ๆ ของจริง ตัวเป็นๆ
นี่ก็สุดยอด ไฟเปลี่ยนสีได้ด้วย ถ้าเข้าไปดุใกล้จะเห้นรายละเอียดหน้าตาเหมือนรูปปั้นจริงๆ
สีชมพูด้านหน้าเป็นเขาวงกรต ส่วนด้านหลังไม่รู้เค้าสื่อถึงอะไร จะว่าโอลิมปิคก็ผ่านไปแล้ว แต่มีธีมกีฬาด้วย แล้วก็ประติมากรรมที่มีหลายๆสีนั้นเค้าจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆเป็นสีรุ้ง รูปทรงสี่เหลี่ยมสูงมีช่องตรงกลางคล้ายอุโมงค์ให้เดินลอดผ่าน
มาดูร้านขายถังหูลู่โซนด้านหน้าบ้างดีกว่า จะเห็นว่าคุณแม่คนสวยพาลูกชายมาซื้อด้วย คนจีนคงชอบ เพราะเค้าถือคติ หยินหยาง อากาศหนาวปรับร่างกายโดยการกินของเย็นๆ เหมือนที่เกาหลีแน่เลย แต่น้องคนขายหน้าตาแปลก ถ้าเปรียบเทียบก็จิ้งจอกหิมะ คือตาเค้าจะเฉี่ยว ยาว ก็คงเป็นลักษณะของคนแถบนี้
มาดูกันใกล้ๆน่ากินมั้ย เสียดายจริงๆ อุตส่าห์เก็บไว้ไปกินที่โรงแรม แต่พอเจอความร้อนของห้องทำให้น้ำแข็งละลาย รสชาดเปลี่ยนไปเลย ไม่อร่อยเหมือนตอนแรกที่เย็นเฉียบ
สายการบิน Hainan ที่เราเลือใช้บริการ(ด้วยสาเหตุหลายๆประการ) เป็นสายการบินแห่งชาติจีนที่บินภายในประเทศและประเทศลูกของจีน
เจ้านกตัวนี้แหละที่จะพาเราไปยังเมืองน้ำแข็ง จะได้เจอกันแล้วนะคุณที่รัก
ภายในห้องโดยสายคล้ายกับ air asia แต่ใหญ่กว่านิด ดูดีกว่าหน่อย
จากรถไฟมาเป็นเครื่องบิน จากความเนือบช้ามาเป็นความรวดเร็ว ความงดงามที่สัมผัสได้แตกต่างกันดดยสิ้นเชิง ความงดงามจากพื้นล่างที่ดื่มด่ำจากรถไฟ ใกล้กับความเป็นจริงในการดำเนินชีวิต แวะลงระหว่างทางก็แตะต้องได้ สัมผัสได้จริง แต่ความงดงามที่ดื่มด่ำจากมุมมองบนเครื่องบินช่างห่างไกลกับความเป็นจริง แตะต้องไม่ได้ ถ้าเลือกได้มุมมองแบบนี้ขอเก็บไว้ในความทรงจำ ในความเป็นจริงขอแบบช้าๆ ใช้เวลานานแต่ละสถานีล้วนมีความหมาย ผู้คนที่โคจรมาพบกันมีหลากหลายรูปแบบให้พบเจอให้ได้เรียนรู้ แต่การเดินทางในเวลาอันสั้นกับเจ้านกเหล็กก็ใช่จะแย่เสมอไป.....
มิตรภาพต่างวัย ต่างภาษา
เกิดขึ้นจากลูกอมเม็ดเล็กๆสัญชาติไทยแท้ยี่ห้อ ฮอลล์ ที่พี่อี๊ดพกติดตัว ทีแรกพี่แกนั่งนิ่งหน้าตาดุ แต่พอพี่แกลุกจากที่นั่งไปเข้าห้องน้ำ เรารีบบอกให้พี่อี๊ดถ่ายภาพมุมสูงให้โดยด่วน"พี่อี๊ด...เร็ว รีบถ่ายรูปก่อนที่ป้าแกจะกลับมา" พี่อี๊ดก็แชะได้สองสามรูปพี่แกก็กลับเข้าที่นั่ง ระหว่างรอพนักงานต้อนรับบนเครื่องเสริฟอาหาร พี่อี๊ดกหยิบลูกอมขึ้นมา แล้วก็ยื่นให้พี่แกไปหนึ่งเม็ด thai candy พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าบวมๆจากการนอนน้อยไปหน่อย จากนั้นการสนทนาก็เริ่มขึ้น ถึงแม้ว่าพี่เค้าจะพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ แต่พี่เค้าเขียนได้สวยมาก ภาษาไม่ใช่อุปสรรค์ เราหยิบดิคชันนารี่จีนเพื่อการเดินทางขึ้นมาเปิดแล้วใช้วิธีชี้คำคัพท์ให้แกอ่าน บรรกาศการเดินทางเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น และแล้วอาหารเช้าก็มา มีน้องพนักงานต้อนรับชายที่ไม่ใช่ชายมาบริการหน้าตาก็ดีแต่กวน...ซะมัด เราก็เลยกวนกลับบ้างเล็กน้อยพอให้มีน้ำจิ้ม แต่คุณพี่ที่นั่งติดกับพี่อี๊ดเริ่ดมาก ขอข้าวกล่องเพิ่มอีก เติมน้ำเติมกาแฟมากกว่าเราอีกอ่ะ พี่เค้าก็ไม่ลืมเราสองคนจะขอเพิ่มให้พวกเราบ้าง แต่ไม่ไหวแล้วกินขนมมาเยอะแล้ว เริ่มแน่น พี่เค้ามีตักแบ่งอาหารให้ด้วย แกะกิมจิให้ แทคแคร์กันตลอดการเดินทาง หลังกินข้าวอิ่มเรียบร้อยแล้วก็เริ่มซักประวัติ ได้ใจความว่าทำงานเป็นพยาบาลที่ปักกิ่ง จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านที่ฮาร์บิ้น พี่เค้าก็พยายามสื่อสารบอกถึงความสวยงามของฮาร์บิ้นด้วยการเปิดไกด์บุคชี้รูปภาพ สนุกสนานกันใหญ่ ก่อนถึงเราได้ให้พี่เค้าเขียนที่อยู่โรงแรมที่จะไปพักในคืนนี้ให้ โดยดูจากที่อยู่ภาษาอังกฤษเผื่อสื่อสารกับคนแถวนั้นไม่รู้เรื่อง หรือไว้ให้รถแทกซี่ดู ถ้าใครมีเพื่อนที่รู้ภาษาจีนให้เขียนใส่สมุดพกมาเลยนะมีประโยชน์มากๆ
ลองมองที่สันเขาดูสิคะ แล้วก็ขยายดูอย่างที่เค้าบอกเลยว่าสามารถมองเห็นได้จริงๆแต่ถ้ามองมาจากนอกโลกอันนี้ไม่รู้รอให้มีตังค์จ่ายค่าทัวร์นอกโลกก่อนนะแล้วจะมาบอก....คงนานนนนนนน
ระดับความสูงที่เครื่องใกล้จะ landing นี่คือแผ่นดินเมืองฮาร์บิ้น ขาวได้ใจจริงๆ นี่ถ้าพวกเรามาช่วงที่หิมะตกหนักคงขาว สวย หมวยกว่านี้
คนที่นี่เค้าคงเบื่อ แต่คนต่างถิ่นแบบเราตื่นเต้น ภาพนี้นิเป็นคนถ่าย เชื่อมั้ยว่านั่งกันคนละฝั่ง ความขาวไม่เท่ากัน สงสัยฝั่งเราเป็นฝั่งตะวันออกพระอาทิตย์ขึ้นก่อนหิมะก็เลยละลายเร็ว....เกี่ยวมั้ยเนี่ย
พี่อี๊ดกับเราก็โบกมือลากับคุณพี่พยาบาลผู้ใจดี หวังว่าคราวหน้าเราจะได้พบกันอีกนะคะ....
สนามบินฮาร์บิ้นก็พอๆกับสนามบินเชียงใหม่ แต่ตรวจเข็มกว่า หลังจากผ่านขั้นตอนต่างๆแล้ว พวกเราก็มารอรถเมล์ไปสถานีรถไฟ จะมีพี่แท็ซี่มายืนรอเรียกผู้โดยสารอยู่แต่ถ้าใครจะใช้บริการแท็กซี่ให้ติดต่อที่โต๊ะตรงประตูทางออกจะได้ไม่ถูกโกง พวกเราเดินออกมาซื้อตั๋วรถราคา 25 หยวน พอก้าวขาออกมาแทบอยากจะวิ่งกลับเข้าไปใหม่ หนาวเข้ากระดูกจริงๆได้ตั๋วรถเสร็จรีบวิ่งขึ้นไปนั่งรับไออุ่จากฮีทเตอร์ รถแอร์พอร์ทบัส เป็นรถมินิบัสสีเขียวขี้ม้าสภาพคงถูกใช้งานมานานแต่ก็ดูดีกว่ารถเมล์บ้านเรา
สนามบินฮาร์บิ้นก็พอๆกับสนามบินเชียงใหม่ แต่ตรวจเข็มกว่า หลังจากผ่านขั้นตอนต่างๆแล้ว พวกเราก็มารอรถเมล์ไปสถานีรถไฟ จะมีพี่แท็ซี่มายืนรอเรียกผู้โดยสารอยู่แต่ถ้าใครจะใช้บริการแท็กซี่ให้ติดต่อที่โต๊ะตรงประตูทางออกจะได้ไม่ถูกโกง พวกเราเดินออกมาซื้อตั๋วรถราคา 25 หยวน พอก้าวขาออกมาแทบอยากจะวิ่งกลับเข้าไปใหม่ หนาวเข้ากระดูกจริงๆได้ตั๋วรถเสร็จรีบวิ่งขึ้นไปนั่งรับไออุ่จากฮีทเตอร์ รถแอร์พอร์ทบัส เป็นรถมินิบัสสีเขียวขี้ม้าสภาพคงถูกใช้งานมานานแต่ก็ดูดีกว่ารถเมล์บ้านเรา
นี่ขนาดหน้าสนามบินยังมีประติมากรรมน้ำแข็งโชว์ให้ดูเลย สวยๆ
ถ่ายจากหน้าต่างรถแอร์พอร์ทบัส อยากจะลงไปแต่ขอทำใจสักนิด
พอมีผูโดยสารขึ้นเกือบเต็ม ล้อรถก็เริ่มหมุน ระหว่างทางวิวช่างสวยงาม ไร่นา มีสีขาวปกคลุมเต็มไปหมดแต่แปลงจริงๆนะว่าสองฝั่งถนนความขาวไม่เท่ากัน....โลกของเราขาวไม่เท่ากัน.......
พวกเรานั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมงรถก็เข้าสู่ใจกลางเมืองฮาร์บิ้นเริ่มได้กลิ่นอายรัสเซียแล้ว สถาปัตกรรมผสมผสานระหว่างจีนกับรัสเซีย แต่มีความเป็นรัสเซียมากกว่า 70 % ผู้โดยสารเริ่งลงกันแล้วพวกเราแยกกันนั่งคนละฝั่งเพื่อคอยมองหาโรงแรม Lungmen ที่จองผ่าน agoda ในราคา 1,500 ตอคืน จากราคาเต็มประมาณ2900 บาท พอดีเป็นโปรโมชั่นกว่าจะมีการตอบรับจากทางโรงแรมเพราะมีจำนวนจำกัด เรารอประมาณ 4 วัน เราได้ให้สมาชิกดูรูปโรงแรมที่อยู่ในโทรศัพท์ พร้อมช่วยกันดูชื่อถนน โอ้! แม่เจ้า...ไม่มีภาษาอังกฤษเลย นอกจากถนนสายหลัก แย่แล้วสิ...แต่ที่ดูมาเค้าบอกว่าอยู่ใกล้สถานีรถไฟเราก็เลยจองเพราะงั้น นั่งสุดสายเลยแล้วกัน อยู่ดีๆรถก็จอด คนขับพูดอะไรก็ไม่รู้ ชี้มือชี้ไม้ใหญ่เลย เราก็เลย ถามว่า ฮาร์บิ้น หัว เช่อ? (เปิดดูศัพท์รถไฟ หัว เช่อ ค่ะ พี่น้อง) เค้าก็พยักหน้า พวกเราก็ลงรถ พอก้างลงเท่านั้นแหละ ไม่รู้ญาติใครมาจากใหน วิ่งมาต้อนรับกันใหญ่ คงเหมือนตามสถานีรถบ้านเราไงมีพี่ๆคนขับรถมาชิงชัยแย่งลูกค้ากัน พวกเราพร้อมใจกันโบกมือ พร้อมกับมองหาสถานีรถไฟ แต่ทำไมไม่เจอ...สถานีรถไฟนะไม่ใช่กล่องไม้ขีด เอาอีกแล้วต้องเลือกว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเดินหน้า แต่พอมองไกลๆ ก็เหลือบไปเห็นรถที่ติดยาวคล้ายเข้าวงเวียน ก็เลยตัดสินใจเดินตรงไป ในที่สุดก็เจอแล้วสถานีรถไฟฮาร์บิ้น แล้วโรงแรมล่ะอยู่ใหนหว่า เดินหลงอยู่นานเหมือนกัน แต่ด้วยความที่แท็กซี่เข้ามาถามกันเยอะเราก็เลยถามกลับไปว่า lungmen อยู่ใหน คนขับคนแรกบอกจะพาไป แล้วคนที่สองเค้าก็เข้ามาถามแต่ด้วยที่สำเนียงผิดเพี้ยน เราก็เลยหยิบที่อยู่ที่พี่พยาบาลเขียนให้ยื่นให้ลุงอ่าน ลุงเค้าก็หัวเราะแล้วก็ทำท่าใบ้ประมาณว่าเดินไปได้ พร้อมกับชี้มือให้ข้ามถนนไปลุงเค้าพยายามจะสื่อสารกับเรามาก เราได้แต่เซี่ยเซี่ย พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณ หลังจากเดินมุดใต้ดินก็โผล่มายังฝั่งตรงข้ามเป็นอันสำเร็จ สงสัยจะเป็นโรงแรมสีเหลืองอันนี้แหละเพราะคล้ายๆกับอีกรูปที่เซฟมา เลทที่เดียวกันด้วย ชัวร์ โห...ดูดีทีเชียว bell boy เดินมารับกระเป๋าเสร็จสรรพ พาไปติดต่อที่เคาท์เตอร์ ถามไปถามมา....เหอะ เหอะ... มาผิดตึก ไอ้ที่เค้าลดราคานั้นมัน lungmen modern building น้องพนักงานต้อนรับเค้าพูดจาดูดี มารยาทดี เดินออกมาส่งถึงหน้าประตู แล้วบอกให้เดินย้อนกลับมาแล้วเลี้ยวขวาก็ถึง ในที่สุดก็ถึงซะที เออ...เหมือในรูปเลย แต่ต้องมองจากฝั่งสถานีรถไฟนะ อยู่ตรงข้ามสถานีเลย แต่ที่แย่ป้ายโรงแรมเป็นภาษาจีน เรา confirm จากเลขที่ของตึก ที่นี่มัดจำคีการ์ดห้องละ 200 หยวน สภาพภายในก็ดีนะแต่ไม่มีโซนห้ามสูบบุหรี่เลย ไม่ไหวจริงๆ เหม็นมาก ในลิฟท์ก็ยังจะสูบอีกเซ็งจริงๆ ห้องของเราอยู่ชั้น 12 แต่ด้วยความที่เช็คก่อนเที่ยง ที่จริงเค้าให้เช็คอินได้ บ่ายสอง แล้วเค้าให้รอที่ลอบบี้ก่อนระหว่างพี่แม่บ้านไปทำความสะอาด แต่ทนกลิ่นบุหรี่ไม่ได้จึงขึ้นไปรอหน้าห้อง ขอบอกว่าระบบฮีทเตอร์แบบ central air conditioner ที่นี่อย่างแรงจนร้อน พี่อี๊ดเดินเข้าไปในห้องพยายามพูดคุยกับพี่แม่บ้านกันคนละภาษา ด้วยความที่ร้อนจัด พี่อี๊ดแกเดินไปเปิดหน้าต่าง ไม่ถึงนาทีพี่แม่บ้านแกก็วิ่งหน้าตั้งออกมา เรากับนินั่งอยู่ด้านนอกก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น พี่แม่บ้านแกก็ทำท่าแบบหนาวมากๆ ให้ดู อ๋อ! อาเจ้อี๊ดของเราไปเปิดหน้าต่างนี่เอง
นั่งรอประมาณสิบนาทีก็ได้เข้าไปนอนพักในห้องกัน ในขณะที่พี่ตี๋ได้เข้าไปพักที่ห้องแก ชั้น 15 ตั้งนานแล้ว
ภาพถ่ายจากหน้าต่างห้อง อาคารสีเหลืองด้านล่างนั้นก็คือ lungmen 5 ดาว เค้ามีป้ายการันตีแปะหน้าประตูโรงแรมด้วย ว่าเก่าแก่มากได้รับประกันการบริการดีเยี่ยม
จำไม่ได้ว่าสร้างตั้งแต่เมื่อไหร่
ถนนฝั่งตรงข้ามที่เห็นโดมสไตล์รัสเซียนั้นคือโซนแรกที่พวกเราเดินหลงทางอยู่ตั้งนาน แต่ก็หาไม่เจอ
ตึกนี้คล้ายกับสำนักงานอะไรสักอย่างอยู้ด้านข้างโรงแรม แต่ไม่ได้แวะไปดู
หลังจากเอนกาย พักผ่อนเต็มที่แล้วพอดุนาฬิกาก้ปาไปบ่ายสามดมงแล้วพี่หมวยก็โทรมานัดเวลาเตรียมลุยฮาร์บิ้นกัน หลังจากได้สัมผัสอากาศแรกแล้วพวกเราก็รู้ถึงประโยช์อุปกรณ์กันหนาวที่เตรียมมา วันี้แหละกางเกงลองจอนห์ตัวละ 500 ชั้นพาแกไปทดสอบซะหน่อย ก่อนตะลุยความหนาวขอกินข้าก่อนได้มั้ย....ได้เลยทุกคนลงความเห็น แถวนั้นมีร้ายฟาสต์ฟูดจำพวก KFC, McDonal,food court ที่เด่นก็ Mr.Lee ดูเหมือนจะก๊อปผู้พันมา ขายไก่ทอด บวกกับมีเมนูเหมือนเชสเตอร์กิลเลย พวกเราขอกินข้าวดีกว่าก็เลยเดินหาร้านอาหารตามสั่งแบบบ้านเรา ร้านที่นี่เค้าจะมีคุณลุง คุณป้าส่งเสียงดังคอยยืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน แล้วแต่ละร้านก็คล้ายๆกัน แต่น่ากลัวนะอย่างกับมาเฟีย ขอไปกินอะไรที่เงียบๆดีกว่าก็ไปหยุดอยู่ที่ร้านเล็กๆ ร้านธรรมดามากเหมือนร้านข้าวแกงบ้านเราแต่เจ้าของร้านยิ้มแย้มน่ารัก ความมันส์อยู่ตรงที่การสั่งอาหาร เปิดคู่มือภาษาจีนแล้ว อย่างที่บอกมันอยากตรงสำเนียง ภาษาจีนนี่อยากจริงๆ มุขเดิมค่ะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ลองเอาเมนูภาษาจีนที่มีคำอ่าน คำแปล ไทยแล้วก็มีตัวภาษาจีนที่ capภาพมาจากน้องๆเวปบอร์ดต่างๆมาให้น้องหนูคนรับออเดอร์ เราก็ได้กับข้าวมา 4 อย่าง สั่งข้าวเปล่าไป 4 จาน ข้าวผัดจาน ปรากฎว่าพอเห็นจานข้าวตกใจแทบแย่ จานเบ้อเริ่ม ถ้าอย่างเรากินได้ 2 คน ส่วนกับข้าวก็ไม่น้อยหน้า จานใหญ่มาก กุ้ยช่ายผัดไข่อร่อยมาก โดยรวมรสชาดดี อร่อยจริงๆ ดีกว่าปักกิ่ง ลืมลงรูป ไว้ตอนท้ายจะลงให้ดู หมดไปประมาณ300 บาท พอออกมาจากร้านก็มืดแล้ว การโบกแทกซี่ยากมาก เพราะเรามากัน 5 คน ที่นี่เค้านั่งกันอย่างมาก 4 คน วิธีการไม่ยากค่ะ เปิดรูปในหนังสือให้ดูเลย แค่นั้นแหละ เจอเรียกค่าโดยสาร 60 หยวนต่อจนได้ 50 หยวน แต่ไม่ใช่ว่าโชคดีนะคะ มาซวยตรงที่พี่แกพยายามจะขายบัตรเข้างานนะสิ มีต่อโทรศัพท์ให้คุยกับลูกชายที่พูดภาษาอังกฤษได้ เค้าก็พยายามบอกนะว่าต้องใช้เวลาต่อคิวนาน คนมันเยอะ อะไรทำนองนั้น เราก็ปฎิเสธไป พี่แกพาไปจอดถึงหน้าบริษัททัวร์ที่ขายตั๋วเลย บอกไม่เอา ให้ต่อสายใหม่ก็เลยบอกไปว่าจะใช้บัตรนักศึกษาเป็นส่วนลดเรื่องถึงจบ พอรถข้ามแม่น้ำซงฮัวมาก็เริ่งมองเห็นแสงไฟของประติมากรรมน้ำแข็งแล้วโดยระหว่างที่นั่งรถชมเมืองเราจะได้ชื่นชมไฟที่เค้าประดับตามท้องถนน ต้นไม้ สวนหย่อม มีประติมากรรมน้ำแข็งให้เห็นเป็นระยะๆ
พี่หมวยกับเราก็ไปซื้อบัตรเข้าชมโดยเรามีความหวังเล็กๆว่าบัตรนักศึกษา ม.รามคำแหงของเราซึ่งอันที่จริงเรียนจบมาตั้งนานแต่ไปคิดไปเรียน มนุษย์ที่รามอีกซึ่งก็ไม่ได้ต่อมาปีแล้ว ยื่นคู่ไปด้วย เค้าเรียกอีกคนมาช่วยดู แต่ก็ใช้ไม่ได้ ใหนบอกว่าขอให้มีชื่อมหาวิทยาลัยกับชื่อตัวเป็นภาษาอังกฤษไง บัตรของฝรั่งก็ยังไม่ได้เลย เราว่าคงต้องมีภาษาจีนกำกับละมั้ง ไม่เป็นไรใหนๆก็มาแล้ว ค่าเข้าชมปีนี้ 200 หยวน ก็ประมาณ 1000 บาท แพงมาก จะเดินได้นานแค่ใหนเชียวกับอากาศที่หนาวถึง-8 ถึง-10 ยิ่งดึกยิ่งลดลง ถ้างั้นเริ่มลุยดีกว่าเดี๋ยวไม่คุ้มค่าเข้า นี่ก็ปาไป 1 ทุ่มแล้ว
ทำไมไม่ถึงละ เซ็งเลย อันนี้เรื่องจริงคะพวกเราทุกคนอยากมาสัมผัส -30 องศาจริงๆนะ แต่โชคไม่เข้าข้างตั้งแต่เรื่องตั๋วรถไฟแล้วล่ะ
เป็นไงคะ อลังการณ์งานสร้างจริงๆ
คนเริ่มมากันเยอะแล้ว มีเป็นกรุ๊ปทัวร์ก็เยอะ เด็กนักเรียนมาเป็นขโยงเลย แต่ยังไม่เจอคนไทยเลย เค้าคงกลับกันแล้ว นี่ก็วันอาทิตย์แล้วอ่ะนะ
เหมือนเยลลี่เลย น่ากินมาก
ที่ทำให้ภาพสวยขึ้นก็ตรงที่มีหิมะปกคลุมน้ำแข็งอีกชั้นนี่แหละ
ธีม ญี่ปุ่น ใครรู้ว่าปราสาทนี้ชื่ออะไรบอกด้วย
มาอีกแล้ว คราวนี้เป็นไอติมหวานเย็น
แต่ระหว่างเดินชมขอเตือนว่าระวังจะเสียแต้มเข้าให้ ลื่นล้มได้ง่ายมากก็พื้นหิมะที่ถูกเหยียบย่ำจนแน่นก็ถูกอัดเป็นน้ำแข็งนะสิ ทุกคนเสียแต้มกันหมดแล้วแต่ว่าใครจะเสียมากเสียน้อย รองเท้าที่ซื้อมาจากปักกิ่งคนขายบอกว่าใช้ลุยหิมะได้แต่ไม่ได้บอกว่าเดินบนน้ำแข็งได้เพราะฉะนั้นไม่ผิด ใครจะซื้อควรเลืกแบบที่งัดปุ่มที่พื้นออกมาเกาะน้ำแข็งได้ อันนั้นน่ะของดีเลยไม่ลื่น
ระหว่าที่เดินๆอยู่ก็จะได้ยินเสียงกรี๊ดเป็นระยะๆ เราก็บอกให้พี่อีดดูคนที่เค้าล้มแล้วก็มาถ่ายรูปกันต่อ แต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ...อาเจ้...พี่หมวยนี่นา พี่เราเอง ก็นึกไม่ถึงนี่นาพี่หมวยออกจะแข็งแรง แต่พี่หมวยไม่หมดความพยายาม ยังชวนพี่ตี๋เดินขึ้นไปวิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (คิดว่าน่าจะใช่เพราะคล้ายมาก) กรุงมอสโควจำลองที่อยู่บนเนินสูงเป็นจุดชมวิวจากมุมสูงที่ใครหลายคนขึ้นไปชม ได้ข่าวว่าเสียงกรี๊ด เสียงหัวเราะดังมาก เก็บแต้มกันใหญ่ อิอิ เรา นิ แล้วก็พี่อี๊ดขอเก็บแต้ด้านล่างดีกว่า
ระหว่างเดินชวความงามท่ามกลางความหนาวเย็นก็คาเฟ่ให้หลบหนาว ในนี้ก็จะขายเครื่องดื่มร้อนทั้งหลาย มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก ขนมปังอะไรทำนองนี้
มีจามรีให้ถ่ายรูปด้วย ราคา 20 หยวน แต่ขอแอบถ่ายดีกว่า คุณพี่เค้ามีโบกมือห้ามถ่ายด้วยนะ แต่แพง
ไฮไลท์นักดื่ม เค้าว่าเป็นเบียร์ที่รสชาดดีนุ่มคอ เดี๋ยวต้องขอลองหน่อย แต่ สองคนที่ขึ้นไปถ่ายรูปนั้นทำให้ใครหลายคนแถวนี้ร้อนไปตามๆกัน
ร้านของเนสกาแฟค่ะ
สีชมพูที่เห็นนั่นแหละ ที่เราคิดว่าเป็นวิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่ใครไปมอสโควจะต้องไปชม และที่นี่เค้าขึ้นไปชมวิมกัน ด้านหน้าที่เห็นก็คือร้านขาย ถังหูลู่ ซึ่งก็คือผลไม้ชุบน้ำตาล เห็นเค้าว่า ชุบน้ำเชื่อมแล้วก็นำไปวางนอกบ้านให้เป็นเกล็ดน้ำแข็ง ทีแรกไม่รู้ เคยเห็นในหนีงจีน และในสื่อท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยสีสันที่สวยงาม และใครก็ตามที่มาเที่ยวจีนเป็นอันต้องลองเขาว่าอย่างนั้นนะ พวกเราไม่รอช้ารีบเลือกกันใหญ่เลย ราคาก็ 6-10 หยวน ตามชนิดของผลไม้ ขำพี่อี๊ดกับพี่ตี๋ เลือกลูกที่ใหญสุด เราขอเบาๆน่ารักๆเป็นสตอเบอรี่ นิษาก็ขอเชอร์รี่ หรือบ๊วยลูกเล็กๆ พี่หมวยนั้นพวกเดียวกับเรา น้องคนขายก็จะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ตัดเป็นวงกลมแล้วใช้ไม้เสียบเป็นที่รองจับ ทีแรก ไม่ต้องหรอกน้องไม้แค่นี้พี่จับได้ ไม่หนาว ไม่เลอะ แต่พอรับจากมือน้องเค้า โอ้ แม่เจ้านี่มันตังเมหรือน้ำเชื่อมเนี่ยเยื้อม
เลย ก็เลยต้องรีบรับกระดาษมารองซะ จากนั้นลองกัดชิม .........กรอสสสสสส......สงสัยยาสีฟันไม่ดี เสียวฟัน แต่มันมาจากไอ้ลูกผลไม้เชื่อมแช่เย็นนิแหละ ทั้งเย็นทั้งแข็ง ราวกับว่าเรากัดไอติมแท่งที่แข็งมากๆงั้นแหละ จะคายทิ้งก็ไม่ได้ เพราะไม่มีที่ทิ้ง เราทั้งห้าคนยืนมุมใครมุมมันพยายามกินให้หมดลูกด้วยความทรมาน แล้วเอาที่เหลือเก็บใส่ถุง กะว่าจะไปกินที่โรงแรม มันก็อร่อยนะถ้าไม่ได้กินท่ามกลางอากาศแบบนี้ พี่หมวยต้องเสียสละถุงหูหิ้วที่เอามาครอบถุงมือป้องกันความหนาว ซึ่งใช้ได้ดีกว่าถุงมือที่เตรียมมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหนังก็ตาม ต้องใส่สัก 2 ชั้นเอาแบบแนบเนื้อไว้ด้านใน ด้านนอกก็เป็นหนังที่ไม่มีรู รับรองอุ่น แต่ถ้าจะถ่ายรูปก็นี่เลยถุงครอบมือเรารับรองการกดชัตเอร์ไม่เป็นปัญหา
เดินตามเสียงเพลงจังหวะ สเตปฮาร์บิ้นที่เค้าจะให้ทักท่องเที่ยวร่วมเต้นเป็นวงกลมโดยจับเอว หรือเกาะบ่าแล้วก็เต้าตามจังหวะ ประมาณว่า เอ้าซ้าย ซ้าย ขวา ขวา เดินหน้า ถอยหลัง จะมีดีเจเป็นคอยentertrain เสียดายมากเลย อดเกาะบ่าหนุ่มรัสเซียเลย พอเราเดินไปถึงเค้าก็เต้นกันรอบสุดท้ายแล้ว ฮือ ฮือ อยากเต้น นี่ก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว ไม่เป็นไร ยังเดินชมไม่ทั่วเลย ไปต่อดีกว่า
ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยายเลย แต่ค่านั่งแพงมาก 100 หยวน
ยังเสียดายอยู่เลยที่ไม่ได้ขึ้นไปชมวิวด้านบน แต่ถ้าขึ้นไปคงไม่ได้ดูสเตปฮาร์บิ้น ถึงแม้จะเป็นรอบสุดท้ายก็ตาม
คุณคิดว่าเหมือน วิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมั้ย เราไม่เคยไปหรอกนะดูในรูปแล้วเห็นสถาปัตยกรรมแบบนี้จะเออ ออ เอาเองว่าวิหารเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
กำแพงสีม่วงก็คือเวที ที่ดีเจเปิดเพลงให้เต้นสเตปฮาร์บิ้น แต่ไม่เข้าใจทำไมต้องจัดไว้ใกล้กับวัดเบญฯ ของไทยเรา หรือว่าผู้จัดมาเที่ยวไทยสมัยที่ยังไม่ได้จัดระเบียบสังคม ห้ามเปิดผับ บาร์ สถานบันเทิง ใกล้วัดและโรงเรียน สงสัยจะไม่รู้จริงๆ
มาชมวัดเบญจมบพิตร สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงประเทศไทย ที่สร้างโดยทีมคนไทยจากเขตร้อน แต่ฝีมือการแกะสลักทำได้ไม่แพ้ประเทศเขตหนาวเลยสักนิด เสียดายที่ไม่ได้ไปดูงานประกวดแกะสลักน้ำแข็งที่เด็กไทยคว้ารางวัลมาครอง คนไทยมีดีทุกอย่างไม่น้อยหน้าชาติใดในโลก ขอบอกว่ามีคนเข้าชมเยอะมาก
ชิ้นนี้เป็นงานแกะสลักหิมะ อ่อนช้อยสวยงามอีกเช่นกัน ระหวางเดินชม ลมก็เริ่มแรงขึ้น อากาศก็เริ่มหนาว แต่เราตื่นเต้นที่เห็นลมพัดหิมะ เหมือนเราเดินท่ามกลางน้ำแข็งแห้งที่เค้าพ่นในคอนเสิร์ตเลย จนต้องหยิบโทรศัพท์มาถ่ายคลิปเก็บไว้
ส่วนนี่เป็นโรงละคร มีโชว์การแสดงแบบรัสเซียโดยชาวรัสเซียแท้ๆ ของจริง ตัวเป็นๆ
ขอชมแบบเยลลี่ก่อนจะไปชมของจริงก่อนแล้วกัน
นี่ก็สุดยอด ไฟเปลี่ยนสีได้ด้วย ถ้าเข้าไปดุใกล้จะเห้นรายละเอียดหน้าตาเหมือนรูปปั้นจริงๆ
สีชมพูด้านหน้าเป็นเขาวงกรต ส่วนด้านหลังไม่รู้เค้าสื่อถึงอะไร จะว่าโอลิมปิคก็ผ่านไปแล้ว แต่มีธีมกีฬาด้วย แล้วก็ประติมากรรมที่มีหลายๆสีนั้นเค้าจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆเป็นสีรุ้ง รูปทรงสี่เหลี่ยมสูงมีช่องตรงกลางคล้ายอุโมงค์ให้เดินลอดผ่าน
มาดูร้านขายถังหูลู่โซนด้านหน้าบ้างดีกว่า จะเห็นว่าคุณแม่คนสวยพาลูกชายมาซื้อด้วย คนจีนคงชอบ เพราะเค้าถือคติ หยินหยาง อากาศหนาวปรับร่างกายโดยการกินของเย็นๆ เหมือนที่เกาหลีแน่เลย แต่น้องคนขายหน้าตาแปลก ถ้าเปรียบเทียบก็จิ้งจอกหิมะ คือตาเค้าจะเฉี่ยว ยาว ก็คงเป็นลักษณะของคนแถบนี้
มาดูกันใกล้ๆน่ากินมั้ย เสียดายจริงๆ อุตส่าห์เก็บไว้ไปกินที่โรงแรม แต่พอเจอความร้อนของห้องทำให้น้ำแข็งละลาย รสชาดเปลี่ยนไปเลย ไม่อร่อยเหมือนตอนแรกที่เย็นเฉียบ
พออกมาจากงานก็ต้องมาเจอะเจอผู้คนเยอะแยะไปหมด วุ่นวายมากทั้งรถที่จะออกบีบแตรส่งเสียงดังเพราะนี่ก็เกือบ ห้าทุ่มแล้ว ที่แย่ก็คือ เรามาเสียแต้มตอนที่เดินข้ามถนนนี่แหละ กล้องสุดที่รักเกือบจูบกับพื้นน้ำแข็ง ดีนะที่เอามือยันพื้นไม่ไห้โน้มตัวไปด้านหน้า ขอเอาก้นจูบพื้นแทนกล้องก็แล้วกัน พวกเราเดินออกมาแถวลานจอดรถ เพื่อหารถกลับ ทีแรกจะใช้บริการรถเมล์ แต่พอเห็นสภาพ โอ้...ปักกิ่งตามมาหลอกหลอน เบียดกันแน่นเลยทีเดียว พวกเราจึงเลือที่จะใช้บริการแท็กซี่กลับ ในที่สุดก็หาคันที่รับห้าคนและราคาถูกสุดได้ ขากลับแพงหน่อย 70 เหลือ60 หยวน ลืมบอกไปว่า Harbin ice and snow world จัดที่ทางทิศตะวันตกของเกาะพระอาทิตย์ ขากลับเค้าเริ่มจะปิดไฟที่ประดับตามท้องถนนกันแล้ว แบบว่าปิดไล่หลังเลยทีเดียว เรากับพี่หมวยเล็งวิวถ่ายรูปเรียบร้อยแล้วกะว่าพรุ่งนี้จะมาเก็บภาพบรรยากาศถนนเมืองฮาร์บิน แต่คืนนี้ขอกลับไปหลับพักผ่อนในห้องอุ่นๆ ก่อนก็แล้วกัน พี่คนขับแท็กซี่ขากลับใจดี พยายามพูดภาษาอังกฤษสื่อสารกับพวกเรา โดยมีพี่อี๊ดเป็นคนคอยยิงคำถาม ชวนแกคุยตลอดทาง พอกลับมาถึงโรงแรม ก็ชงชาเขียวแบบซองที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ที่ห้อง ด้วยอากาศในห้องอุ่มากถึงขั้นร้อนจำต้องเปิดหน้าต่างแง้มไว้นิดนึง นี่ขนาดปรับแอร์ 10 องศาแล้ว แต่ระบบฮีทเตอร์แบบเซ็นเตอร์ที่ออกมาตามผนังและพื้นห้องมันดีเกินไป ขี้ร้อนอย่างเราอยู่ไม่ได้ คืนนี้ก่อนนอน ต้องกินยา CPM กับพาราเซตามอล สูตรป้องกันหวัดลดไข้ ก่อนนอน โดยเฉพาะนิษาต้องกินชุดใหญ่เลย ก่อนนอนก็ไม่ลืมเอาลองจอนห์เน่าๆมาผึ่งซะหน่อย ขอบอกว่าไอ้ตัว 500 บาทที่ซื้อมาจากร้านแถวเฉียนเหมินมาด้วยด้วยความโมโหดีจริงๆ อุ่นมาก รองเท้าหุ้มข้อก็ดี เสียอย่างเดียวที่ทรมานที่สุดก็คือมือนี่แหละ กลับไปกลับเซลล์ปลายนิ้วจะตายซะก่อน เอาล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะไปชมเมืองอาร์บิ้นช่วงกลางวันแล้ว พยากรณ์อากาศช่องทีวีจีนเขาบอกว่า -8 ถึง-10 องศา ชิล ชิล เจอกันตอนต่อไปนะคะ
....안녕....
ตอบลบ